วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนาย นปช.แจงฟ้องศาลโลก

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม  ชูประเด็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีสัญชาติอังกฤษ ฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ 

นายโรเบิร์ต  อัมสเตอร์ดัม ทนายความของนปช. เปิดเผยผ่านวีดีโอลิงค์จากประเทศญี่ปุ่น  ว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา  สำนัำกงานทนายความของเขาได้ยื่นเอกสารฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว  โดยเขาใช้ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษ เพราะเกิดที่ประเทศอังกฤษในปี 1967  มาใช้ในการยื่นฟ้อง  
เนื่องจากอังกฤษ เป็นประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ของศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว  ซึ่งตามกฎหมายสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ให้สัตยาบัน ได้ทันที

ส่วนเนื้อหาในคำร้องนั้นมี 250หน้า  และนายโร เบิร์ต เปรียบเทียบการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.คล้ายกับเหตุการณ์รุนแรงที่ประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน จากการฆาตกรรม การจับกุมผู้คน และความพยายามในการแทรกแซงพยานหลักฐาน เพื่อใส่ความทางอาญาผู้ชุมนุม  

คำแถลงของ นายโรเบิร์ต ยังอ้างคำให้การของพยาน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ นายโจ เรย์ วิตตี้ อดีตจ่ากองทัพบก ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมฝูงชน สังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ สวาท ของสำนักงานตำรวจแห่งนครลอสแอลเจิลลีส ซึ่งระบุว่า การปฏิบัติการของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 19พฤษภาคม 2553เป็นการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์เพื่อจะได้ปราบปรามผู้ ชุมนุมกลุ่ม นปช.

ส่วนกรณีระเบิดสังหารทหารกลุ่มหนึ่ง เมื่อวันที่ 10เมษายน ปีเดียวกัน นั้น อาจเป็นเรื่องที่ฝ่ายทหารก่อขึ้นเอง เพื่อเป็นข้ออ้างในการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มประชาชนโดยฝ่าฝืนกฎการใช้กำลังของ กองทัพ นายโรเบิร์ต ยังกล่าวด้วยว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่มีความพยายามรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนและเป็นระบบมาก ที่สุด เพื่อชี้ให้เห็นว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยความจงใจก่อให้เกิดความรุนแรงจนเกินกว่าที่จะรับ ได้ จึงต้องการคำตอบและต้องมีผู้รับผิดชอบ‎​ก่อนหน้านี้

ขณะที่นายจตุพร กล่าวถึงข่าวการรัฐประหารในประเทศ โดยอ้างว่า ข้อมูลว่า มีอดีตนายทหาร ยศ นาวาอากาศเอก ไปร่วมวันทหารม้า ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงสงสัยว่าเป็นการซ่องสุมเพื่อการก่อการปฏิวัติหรือไม่

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนาย นปช.แจงฟ้องศาลโลก
Produced by VoiceTV

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

China City Complex

lสถานที่ตั้ง ถนนบางนา-ตราด กม.8-9
หน้าตา Chaina City Complex
วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4278  ประชาชาติธุรกิจ


ทุนจีนซื้อที่ตระกูลเก่า700ล้าน ผุดศูนย์ส่งออกไชน่าซิตี้บางนา



ตระกูล เก่าแก่ขายที่มรดก 70 ไร่ 700 ล้านบาท ข้างศูนย์วัสดุบุญถาวร บางนา-ตราด กม. 9 สร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ China City Complex ต้นตำรับอี้อู โมเดล ของกลุ่มทุนจีน Yunan-based Ashima Group


นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ Thai-China International City หรือ China City Complex ว่า โครงการนี้จะเป็นการร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยกับกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ นำโดยบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ซึ่งเปิดตัว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ Thai-China International City หรือ China City Complex ว่า โครงการนี้จะเป็นการร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยกับกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ นำโดยบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ซึ่งเปิดตัวโครงการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ตำบลอี้อู เมืองจินหัว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โครงการดังกล่าวจะ เป็นการพัฒนา ที่ดินบนถนนบางนา-ตราด ก.ม.ที่ 8-9 ในพื้นที่ประมาณ 64 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,200 ล้านหยวน เพื่อจัดทำเป็นศูนย์ค้าส่งออกสินค้าแห่งที่ 2 ภายใต้

"อี้อู โมเดล" (Yi Wu Model) ซึ่งมีเทคโนโลยีโนว์ฮาวทางการค้าส่งเชื่อมโยงกับทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จเป็นแห่งแรกในประเทศจีน

ทั้ง นี้แผนพัฒนาการลงทุน China City Complex จะแบ่งโครงการออกเป็น 2 เฟส โดยเฟสที่ 1 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านหยวน นำร่องก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้าพื้นที่ขนาด 500,000-700,000 ตารางเมตร เริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2554 แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2555 โดยจะเปิดให้ร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์รวมกว่า 10,000 ร้านค้า แบ่งสัดส่วนร้านสินค้าไทย 30% และจีน 70% มีการคัดเลือกสินค้าหลักพร้อมส่งออกเข้ามาวางขาย 7 หมวด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ, อะไหล่รถยนต์, ของตกแต่งบ้าน, ของเล่นและสินค้าไลฟ์สไตล์, อาหารและสินค้าแปรรูป

ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มขยายก็ต่อเมื่อผลการดำเนินงานเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ในจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทธุรกิจภาคเอกชนจีน ภายใต้สมาคม ASEAN-CHINA Economic and Trade Promotion Association เตรียมจะย้ายฐานโรงงานผลิตค้าหมวดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ใน China City Complex ในประเทศไทยต่อไป

ส่วนสิ่งที่เป็นข้อสงสัยในขณะนี้ก็คือ กลุ่มนักลงทุนไทยที่จะเข้าร่วมโครงการ China City Complex บางนา-ตราด เป็นใคร

ใน ประเด็นนี้ ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เป็น Land Load ในช่วงบางนา-ตราด หลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า เบื้องหลังโครงการ China City Complex เกิดมาจากไอเดียของกลุ่มพ่อค้าคนจีน นำโดย มิสเตอร์ตงฟู่ นายกสมาคมพ่อค้าเมืองอู้หยี-จิงเจีย ที่ต้องการจะมาปักธงสร้างธุรกิจในประเทศไทย เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้ลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักธุรกิจคนจีนล้วน ๆ ยังไม่มีรายชื่อคนไทยเข้าร่วมทุนแต่อย่างใด

"จากการสอบถามผู้ที่ เกี่ยวข้อง เขาไม่กังวลเรื่องกลุ่มคนไทยที่จะเข้ามาร่วมทุนสักเท่าไหร่ เพราะกลุ่มทุนจีนยุคนี้มีความพร้อมทั้งเรื่องเงินและคอนเน็กชั่นอยู่แล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ ผู้แทนกลุ่มทุนนำโดย มิสเตอร์ตงฟู่ ได้เข้าหารือและแลกเปลี่ยน

ไอ เดียของโครงการนี้กับ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลการหารือปรากฏเป็นที่พอใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายจีนได้รับการเปิดทางให้เข้ามาลงทุนในไทย ขณะที่นายอลงกรณ์เองมีเป้าหมายที่จะแสดงบทบาทเป็น "ผู้นำ" โครงการนี้ในนามรัฐบาลไทยเช่นกัน

ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า กลุ่มทุนจีนได้ทำความตกลงในการจัดหาซื้อที่ดินเกือบ 70 ไร่ มูลค่า 700 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้าในโครงการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกจากตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 9 ข้าง ๆ ศูนย์วัสดุบุญถาวร "เป็นไปได้ว่าการซื้อขายที่ดินจะออกมาในลักษณะสัญญาการเช่าซื้อ ระยะเวลาอยู่ที่ความเหมาะสม เท่าที่ทราบรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับความเคลื่อนไหวในจีนต่อโครงการ China City Complex ทาง นสพ.ไชน่า เดลี่ รายงานว่า นายดง ฮองจี ประธานบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ผู้ร่วมทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ในฐานะผู้บุกเบิกอี้อู โมเดล ในเมืองเจ้อเจียง จนกลายเป็นศูนย์ค้าส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลกสำเร็จแล้ว ก็พร้อมที่จะพัฒนาศูนย์แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดประตูการค้าเป็นวงแหวนเศรษฐกิจระหว่างจีน-ไทย-อาเซียน ด้วยการนำร่องลงทุนเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เฟสแรก

ส่วนนายหยาง ฟางซู ประธานสมาคม ASEAN-CHINA Economic and Trade Promotion Association กล่าวว่า นักลงทุนจีนยินดีร่วมมือกับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่แทบจะมีกำแพงภาษีต่ำ เปิดประตูรับการค้าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ดีกว่าหลายประเทศ โดยโครงการ China City Complex จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทย อาเซียน และจีน โดยหลังจากที่รัฐบาลจีนทำข้อตกลงเปิดเสรี (FTA) กับกลุ่มอาเซียนเพียงปีเดียว ปรากฏช่วง 7 เดือนแรกของปี 2553 มีมูลค่าการค้าหมุนเวียนในภูมิภาคนี้สูงถึง 161,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตเมื่ออาเซียนรวมกันเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้ได้มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงปีละ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ


ที่มา
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02p0103100154&sectionid=0201&day=2011-01-10

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา

พระตำหนักหอ

เดิมพระตำหนักหอนั้นปลูกสร้างอยู่ที่วังศุโขทัย  ในปี  ๒๕๔๑  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ทำการรื้อมาสร้างใหม่  ณ  พระราชวังดุสิต
                ภายในพระตำหนักจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินีในรัชกาลที่  ๗  อาทิเช่น  พระบรมฉายาลักษณ์  สิ่งของที่มีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  ฯลฯ  ส่วนเครื่องปั้นดินเผาโบราณ  เช่น  ไห  ถ้วยชามสังคโลก  หรือวัตถุโบราณที่นำขึ้นมาจากทะเลฝั่งตะวันออกของไทยนั้น  นายอนุสรณ์  ทรัพย์มนูได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  ๗๒  พรรษา

ที่ตั้ง : 16 ถ. ราชวิถี แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ10300
โทรศัพท์ : (662)628-6300-9
โทรสาร : 281-6880

เว็บ : www.palaces.thai.net
รถประจำทาง : 12 18 28 70 108
รถปรับอากาศ : 510 515 ปอ.พ.4

เวลาทำการ :
ทุกวัน 9.30-16.00 น.
ค่าธรรมเนียม ค่าเข้าชม : ขายบัตร 9.30-16.00 น.
นักเรียน นักศึกษา นักบวช 20 บาท
ผู้ใหญ่ 50 บาท

กิจกรรม เทศการ : รำไทย 10.00 น.-15.00 น.
มัคคุเทศก์ : อังกฤษ
ข้อห้าม : ถ่ายภาพในอาคาร

ที่จอดรถ : บริเวณภายในพระที่นั่งวิมานเมฆ

สถานที่ใกล้เคียง : พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งอัมพรสถาน พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 รัฐสภา วังปารุสกวัน สวนสัตว์ดุสิต สวนอัมพร หมุดคณะราษฎร
พิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้างสรรพสินค้า ถ่ายรูปได้ ประชาสัมพันธ์์

เชิญชม พระราชวังไทย แบบเสมือนจริง ๓๖๐ องศา/ Thai Royal Palace Virtual tour

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

อีก 6 ปี น้ำท่วมกรุงเทพ จริงหรือ

 

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ว่า อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ให้ศึกษาแบบจำลองผลกระทบภาวะน้ำท่วม และน้ำทะเลขึ้นสูงในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ชั้นในและปริมณฑล หลังจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งสหภาพยุโรป ธนาคารโลก มูลนิธิเวิลด์วิชั่น และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ได้ร่วมกันศึกษา รวบรวมข้อมูลและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พบว่า กทม.เป็น 1 ใน 9 เมืองในทวีปเอเชียมีความเสี่ยงสูงที่น้ำทะเลจะเอ่อทะลักเข้าท่วมในเมือง โดยทั้ง 9 เมืองที่มีความเสี่ยงประกอบด้วยเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง ประเทศจีน, ธากา ประเทศบังกลาเทศ, กัลกัตตา มุมไบ ประเทศอินเดีย, ย่างกุ้ง ประเทศพม่า, ไฮฟอง โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และ กทม.
นายเสรีกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วม กทม.ชั้นในมี 4 ปัจจัย คือ 1.ปริมาณน้ำฝนที่ตกเพิ่มขึ้นถึง 15% ในปัจจุบัน 2.แผ่นดินใน กทม.ทรุดตัวปีละ 4 มิลลิเมตร 3.ระดับน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยสูงขึ้น 1.3 เซนติเมตรต่อปี และ 4.เกิดจากภาพรวมของระบบผังเมืองใน กทม.ที่พบว่าปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่สีเขียว ลดลงไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ "ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีประชากรใน กทม.ประมาณ 680,000 คน ได้รับผลกระทบ น้ำจะเอ่อเข้ามาท่วมอาคารที่ 1.16 ล้านหลัง ในจำนวนนี้จะเป็นบ้านพักอาศัย 9 แสนหลังคาเรือน โดย 1 ใน 3 จะอยู่ในพื้นที่บางขุนเทียน บางบอน บางแค และพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ นอกจากนี้ยังพบว่าอาคารและที่พักอาศัยเขตดอนเมืองราว 89,000 อาคารจะได้รับผลกระทบ รวมความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1.5 แสนล้านบาท" ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมฯกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลงานวิจัยทางศูนย์สิรินธรฯได้ดำเนินการเพื่อหาทางป้องกันปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างไร นายเสรีกล่าวว่า หลังจากธนาคารโลกได้รับผลวิจัย ก็ได้ส่งเรื่องให้ผู้บริหาร กทม.สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งที่ผลวิจัยได้เสนอวิธีป้องกันและแก้ปัญหาเอาไว้ 3 ทาง คือ 1.เร่งหาพื้นที่แก้มลิงเหนือ กทม. ตั้งแต่สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา เพื่อเป็นที่ระบายน้ำ 2.เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำที่มีอยู่เวลานี้โดยเร็ว และ 3.ต้องสร้างคันกั้นน้ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อป้องกันน้ำเอ่อทะลักเข้ามาในพื้นที่ กทม.โดยสร้างเป็นคันดินในพื้นที่ริมฝั่งทั้งหมด ระยะทาง 80 กิโลเมตร ซึ่งประเทศเวียดนามได้ดำเนินการไปแล้ว
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ออกโรงเตือนวิกฤตโลกร้อน กทม.จะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลค่อยๆขึ้นสูง แนะถ้าไม่สร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทย ต้องย้ายเมืองหลวงใน 6 ปี เหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ นอกจากบทบาทนักการศึกษาผู้ใจบุญ
ทุกวันนี้ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ในวัย 69 ปี ยังเดินสายให้ความรู้เรื่องสภาวะโลกร้อนตามโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดร.อาจองอธิบายว่า ขณะนี้สภาพภูมิอากาศกำลังแปรปรวนจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจทำให้คนไทยได้เห็นหิมะตกแบบเดียวกับในประเทศเวียดนาม รวมถึงรอยร้าวของเปลือกโลกที่อาจทำให้แผ่นดินไหวใต้เขื่อนใหญ่ จะทำให้เกิดน้ำท่วมไหลเข้าถึงกรุงเทพฯภายใน 35 ชั่วโมง  ขณะนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกคือ ดิน ฟ้า อากาศที่เปลี่ยนแปลง เราจะเห็นว่าประเทศไทยเราปีนี้อากาศเย็นลง ซึ่งก็เกิดขึ้นเพราะขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ร้อนขึ้นมาก และดูดเอาความร้อน น้ำแข็งละลาย ดังนั้นโดยเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจริงๆ แต่ประเทศไทยโดยเฉลี่ยอุณหภูมิลดลง เพราะว่าไปร้อนที่อื่น แต่อย่างไรก็ตามโดยเฉลี่ยอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว ประเทศไทยของเราเองก็หนีไม่พ้น ในที่สุดก็จะร้อนขึ้น”
ดร.อาจอง กล่าวว่า เรื่องโลกร้อนที่จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรง มี 2 อย่างใหญ่ คือผล กระทบจากระดับน้ำทะเลที่จะค่อยๆ สูงขึ้น และการที่เปลือกโลกเริ่มเคลื่อนไหวจนเกิดรอยร้าว ซึ่งจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยมากขึ้น นี่คือ 2 อย่างที่เราต้องเตรียมตัวให้ดี ”เรื่องของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ถ้าเราไม่สร้างเขื่อนกั้นตรงอ่าวไทย ก็ต้องคิดย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯไปที่อื่นภายใน 6 ปี เพราะอีก 15 ปีข้างหน้า น้ำจะเริ่มท่วมกรุงเทพฯ ฉะนั้นเราก็จะอยู่ไม่ได้ แต่การย้ายเราต้องวางแผนล่วงหน้าสัก 10 ปี ต้องวางแผนให้ดี เราจะสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาอย่างไร ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม และทำให้ดี”  
ส่วนเรื่องเปลือกโลกเคลื่อนตัวจะทำให้มีรอยเลื่อนเกิดขึ้นหลายจุด ตั้งแต่ภาคเหนือ ตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลงมาถึงลำปาง อุตรดิตถ์ ส่วนทางด้านภาคตะวันตก ก็จะมี จ.ตราด และกาญจนบุรี ลงไปทางใต้ ก็ตั้งแต่ จ.ประจวบฯ ลงไปเรื่อยจนถึง จ.ภูเก็ต กระบี่ ก็จะเริ่มเกิดรอยร้าว กรมทรัพยากรธรณีได้ทำแผนที่ว่ารอยร้าวอยู่ตรงไหน ตรงไหนจะเกิดมากเกิดน้อย แต่รอยร้าวจะไม่สามารถทำอะไรเราได้มากมาย ถ้าหากเรารู้ว่าแผ่นดินไหวอาจจะเกิดขึ้น และมีการเตรียมตัวที่ดี เช่น ภาคเหนือ เราสามารถอยู่ได้ แต่ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรงเท่านั้นเอง
“ส่วนภาคกลางที่น้ำจะท่วม ผมคิดว่าน่าจะปกป้องเอาไว้แทนที่จะปล่อยให้ท่วม เพราะนี่คืออู่ข้าวของเราที่เราปลูกข้าวมากที่สุดในโลก ฉะนั้นยังไงก็ต้องสร้างเขื่อนกั้น ดร.สมิทธ ธรรมสโรช บอกว่า ต้องสร้างเขื่อนกลางทะเล ผมคิดว่าอาจจะลำบากและค่าใช้จ่ายสูง แต่ผมคิดว่าเราน่าจะสร้างรอบทะเลดีกว่า อาจจะโค้งหน่อยตามสภาพภูมิประเทศ แต่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และสามารถป้องกันไม่ให้ภาคกลางไม่ให้น้ำท่วม ไม่ให้น้ำทะเลหนุนเข้ามาได้”
  “และประการสำคัญ หากเราไม่ป้องกันคือ สถานที่สำคัญในบ้านเมืองเราอาจจะหายไป เช่น วัดพระแก้ว หรือ จ.พระนครศรีอยุธยาซึ่งมีวัดจำนวนมาก ดังนั้นการสร้างเขื่อนจะสามารถป้องกันไม่ให้เราสูญเสียสิ่งสำคัญเหล่านี้ได้ แต่เราก็ต้องลงทุน ไม่ใช่รอจนกระทั่งสายเกินไป ซึ่งถ้าจะสร้างเขื่อนก็ต้องสร้างให้เสร็จภายใน 6 ปีนับจากนี้ ถ้าปล่อยให้น้ำเค็มเข้ามาถึงคลองประปาก็จะไม่มีน้ำจืดเหลือแล้ว”

 “อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่าเตือนว่า สิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คือต้องสร้างเขื่อนกั้นไว้ก่อน รัฐบาลต้องคิดและวางแผนตั้งแต่วันนี้ ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ และจะกลายเป็นสิ่งที่ดีถ้าเราพูดถึงภัยอันตรายส่วนรวมแล้ว มนุษย์ก็จะได้เลิกทะเลาะกันเสียที เพราะเรามีภัยธรรมชาติที่เป็นศัตรูร่วมกัน ถ้าไม่ป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง กรุงเทพฯและภาคกลางหลายจังหวัดจมน้ำแน่นอน

โอกาสทอง ลองสเตย์ ไทย-ญี่ปุ่น




สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีโอกาสสนทนากับคุณ Yukio Katono ตำแหน่งSecretary-General ของสมาคม Thailand-Japan Longstay Promotion Association เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและได้รับการบอกเล่าถึงเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่ทำให้มีการจัด ตั้งสมาคมดังกล่าวขึ้น โดยคุณ Katono กล่าวว่า โดยส่วนตัว มีความผูกพันกับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยมต้น โดยเริ่มจากการที่บิดาของคุณ Katono มีเพื่อนชาวไทยและได้มาเที่ยวที่บ้านหลายครั้ง จนทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยกับชาวไทย หลังจากนั้นคุณ Katono ได้เข้าทำงานในบริษัท Mitsubishi Electric Corporation และมีโอกาสได้มาดูงานที่ประเทศไทย รวมถึงเคยไปประจำการอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลากว่า 6 ปี ซึ่งยิ่งทำให้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

และหลังจากเกษียณเมื่อปี 2000 คุณ Katono ได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยยังผูกพันกับประเทศไทยอยู่ และได้มีโอกาสจัดตั้งและทำงานให้กับสมาคม Thailand-Japan Longstay Promotion Association ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เดือนมกราคม ปี 2005 โดยขณะนี้ มีสมาชิกจำนวน 30 คน

คุณ Katono เห็นว่า ปัจจุบันสังคมในประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ มากขึ้น การอาศัยอยู่ในต่างประเทศแบบพำนักระยะยาว(Long Stay) หลังจากเกษียณจากการทำงาน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพำนักระยะยาวในประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพถูก มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายด้านรองรับ และเป็นสังคมที่ให้ความเคารพต่อผู้สูงอายุ จึงทำให้ประเทศไทยได้รับความนิยมสูง และคาดว่าต่อจากนี้ไปก็คงจะมีความนิยมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

สำหรับกิจกรรมหลักของทางสมาคมฯ นั้น คือ การให้ข้อมูล และประสานงานเกี่ยวกับการพำนักระยะยาวในประเทศไทย การให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำปรึกษาในเรื่องของกิจกรรมต่างๆ และในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนให้การพำนักอาศัยนอกประเทศสำหรับผู้สูงอายุของญี่ปุ่นในระยะ ยาวเป็นไปด้วยดี

คุณ Katono กล่าวทิ้งท้ายว่า ในประเทศไทย สังคมของผู้สูงอายุที่พำนักแบบ Long Stayเป็นสังคมที่มีความราบรื่น และมีความเคารพซึ่งกันและกัน คุณ Katono มีความหวังว่า อยากจะขยายงานและส่งเสริมให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Long Stay ในประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจข้อมูลดังกล่าว สามารถติดต่อทางสมาคมได้ที่ 047-355-9000



สัมภาษณ์โดย นางทามิ ฮาชีโมโตะ
ฝ่ายสารนิเทศ วัฒนธรรม
สอท.ณ กรุงโตเกียว

ที่มา เวบไซต์สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว Thailand-Japan Longstay Promotion Association

http://www.thaiembassy.jp/TJcommunity-t/profile/longstay.htm

http://www.thailongstay.co.th/service.html

รูปแบบที่พักแบบพำนักระยะยาวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

รูปแบบที่พักแบบพำนักระยะยาวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ชื่อบทความ/งานวิจัย รูปแบบที่พักแบบพำนักระยะยาวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ผู้วิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ปีที่ทำวิจัย 2550

แหล่งทุน สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว



บทคัดย่อ/บทสรุปผู้บริหาร



การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการขยายตัวในปริมาณสูง หลาย ประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และสเปนให้ความสนใจและจัดทำเป็นนโยบายระดับประเทศเพื่อให้เป็นกิจกรรมที่ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทำให้นักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้พึงพอใจและเลือกเป็นแหล่งพำนักระยะยาวที่จะ กลับมาเป็นประจำทุกปี สำนักพัฒนาการท่องเที่ยวตระหนักถึงศักยภาพของประเทศไทยที่จะเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกสำหรับการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวโดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 198 วัน

โครงการนี้ได้กำหนดกิจกรรมหลักไว้ 4 ประเภท คือ การวิจัยเอกสารเพื่อศึกษาสภาพการจัดการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวในต่าง ประเทศและในประเทศไทย เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานกิจกรรมที่ 2 คือ การจัดทำมาตรฐานที่พักแบบพำนักระยะยาวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย รวมทั้งทำข้อเสนอแนะในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว กิจกรรมที่ 3 ที่ ดำเนินการคู่ขนานกันไปคือการสำรวจและจัดทำข้อมูลสถานประกอบการที่พักแบบ พำนักระยะยาว และได้สร้างฐานข้อมูลพร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต และกิจกรรมสุดท้ายคือการจัดการประชุมผู้ประกอบการที่พักเพื่อให้มีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานที่พักแบบพำนักระยะยาวที่ได้จัดทำขึ้น

การ วิจัยเอกสาร เพื่อศึกษา วิเคราะห์และเปรียบเทียบการจัดการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวในประเทศ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย สเปน สหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ได้เรียนรู้ประเด็นที่สำคัญคือ ประเทศสเปนจะได้เปรียบประเทศไทยด้านระยะทางที่อยู่ใกล้ประเทศต้นทางของนัก ท่องเที่ยว และความสะดวกในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ส่วนประเทศฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียจะได้เปรียบในเรื่องภาษา แต่มีข้อด้อยในเรื่องค่าครองชีพและภูมิอากาศ สำหรับประเทศ มาเลเซียมีจุดเด่นที่แตกต่างจากประเทศไทย คือ การให้บริการอย่างเพียบพร้อมแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่เริ่มต้นความคิดที่จะ หาสถานที่สำหรับการพำนักระยะยาว กระบวนการตรวจลงตรา และความสะดวกทุกเรื่องด้วยการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว แต่ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถจะพัฒนาให้เป็นประเทศชั้นนำสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ เนื่องจากมีอากาศดี ภูมิประเทศสวยงามและหลากหลาย รวมทั้งการที่คนไทยส่วนใหญ่มีความเป็นมิตรและพร้อมที่จะให้บริการนักท่อง เที่ยว

การ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักแบบพำนักระยะยาวและนักท่องเที่ยวทำให้เห็นแนว โน้มความต้องการของนักท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวว่าจะมีความแตกต่างจากนัก ท่องเที่ยวในกลุ่มอื่นในเรื่องที่พักที่ต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกที่ เหมือนกับการดำเนินชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยวเอง ต้องการ กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้การพักผ่อนระยะยาวน่าสนใจ ความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพ เมื่อนำความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาพิจารณาร่วมกับสารสนเทศด้าน มาตรฐานคุณภาพ มาตรฐานที่พักประเภทต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานที่พักแบบพำนักระยะยาว ทำให้ได้เกณฑ์มาตรฐานที่พักแบบพำนักระยาวที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้ฉบับร่าง หลังจากนั้นจึงได้นำร่างมาตรฐานนี้ส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรมท่อง เที่ยวพิจารณา และจัดประชุมกลุ่มเฉพาะเพื่อเสนอข้อคิดเห็นและนำมาปรับปรุงร่างมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานที่พักมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับแพลตตินัม ระดับทองและระดับเงิน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ 29 เกณฑ์ และ 100 ตัวชี้วัด เกณฑ์ที่กำหนดไว้ ได้แก่

องค์ประกอบที่ 1 สถานที่ตั้ง สภาพแวดล้อม สิ่งก่อสร้างทั่วไป ทางสัญจรและสถานที่จอดรถ องค์ประกอบที่ 2 โถงต้อนรับ ลิฟต์ องค์ประกอบที่ 3 ห้องพัก องค์ประกอบที่ 4 ห้องอาหาร บริเวณประกอบอาหารและรับประทานอาหาร องค์ประกอบที่ 5 บริการเสริมอื่นๆองค์ประกอบที่ 6 บุคลากร องค์ประกอบที่ 7 ระบบความปลอดภัย องค์ประกอบที่ 8 การจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ชุมชน องค์ประกอบที่ ๙ ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ราคาและการระบุบริการต่าง ๆ

สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลสถานประกอบการที่พักแบบพำนักระยะยาวเริ่มด้วยการสำรวจจากเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วยคำหลัก “ที่พัก/longstay/พำนักระยะยาว” พบสถานประกอบที่แสดงสถานะและ/หรือมีการบ่งลักษณะที่พักแบบพำนักระยะยาว จำนวน 283 แห่ง ขั้นตอนต่อไปคือการจัดส่งแบบสอบถามที่จัดทำขึ้นจากงานวิจัยเอกสารเนื้อให้ ครอบคลุมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลที่เอื้อต่อการพำนักระยะยาว ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ฯลฯ ได้รับแบบสอบถามคืน 83 แห่ง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จัดทำฐานข้อมูล ทดลองใช้และจัดทำคู่มือใช้ฐานข้อมูล ซึ่งลักษณะเด่นของฐานข้อมูลคือ สามารถเพิ่มข้อมูลได้ไม่จำกัด สามารถสั่งพิมพ์รายงานมากกว่า 10 รายงาน สามารถเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานได้ ฐาน ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปเชื่อมโยงกับเว็บไซต์เพื่อการสืบค้นหา ที่พักและผู้ประกอบการสามารถเข้าไปเพิ่มเติมข้อมูลได้ด้วยตนเองในกรณีมีการ จัดเตรียมอุปกรณ์หรือเปลี่ยนแปลงรายการบริการ ในส่วนทางภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความพร้อมของที่พักแบบพำนักระยะยาวได้

ในกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการฝึกอบรม ได้จัดกิจกรรมย่อยใน 2 รูป แบบ คือการอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแบบ พำนักระยะยาวเพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับไปปรับปรุงเพื่อเตรียมการยกระดับ มาตรฐานที่พักของตนให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ และได้จัดให้มีการเยี่ยมสถานประกอบการที่พักที่ได้เริ่มจัดบริการแบบพำนัก ระยะยาวทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อแนะนำมาตรฐานและเพื่อศึกษาแนวทาง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวให้ประสบความสำเร็จ

จาก การดำเนินงานในโครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวทำให้ มองเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในด้านการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการ ประการแรก คือ การร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานต่างสังกัดในภาครัฐที่จะต้องพิจารณาหาทาง ให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกมากที่สุดโดยไม่กระทบกับปัญหาความมั่นคงและ ความปลอดภัยของประเทศ ประการที่สอง จะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านบริการการท่อง เที่ยวแบบพำนักระยะยาวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานของประเทศไทยอย่างทั่วถึงและ หลากหลายรูปแบบ และประการสุดท้าย คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบพำนัก ระยะยาว ซึ่งจะเป็นผลทำให้ชุมชนมีส่วนในการเผยแพร่สิ่งที่ดีและสงวนรักษาสิ่งที่เป็น ทรัพยากรโดยวิธีการที่ถูกต้อง

http://www.whyretireinthailand.com/index.html
http://www.thailongstay.co.th

ดาวห์โหลด : เอกสาร

ที่มา: สำนักพัฒนาบริการท่องเที่ยว สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ศักยภาพของไทยต่อการดำเนินการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว



ศักยภาพของไทยต่อการดำเนินการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว

ชื่อบทความ/งานวิจัย ศักยภาพของไทยต่อการดำเนินการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว

ผู้วิจัย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ปีที่ทำการวิจัย 2549

แหล่งทุน คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา



บทคัดย่อ/บทสรุปผู้บริหาร

การจัดทำโครงการวิจัยเรื่อง “ศักยภาพของไทยต่อการดำเนินนโยบายการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว” มี จุดมุ่งหมายหลักเพื่อที่จะศึกษาสภาพการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแบบ พำนักระยะยาวของประเทศไทย ศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์ ประเภทและกิจกรรมท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวตลอดจนผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งสรุปประเด็นปัญหา อุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การสร้างความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพดำเนินการตามนโยบายการท่อง เที่ยวแบบพำนักระยะยาว (Long Stays) ของ ประเทศไทยอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทุกกลุ่มที่เกี่ยว ข้อง คือนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจ ภาคเอกชน ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในชุมชน ในจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรีและหนองคาย จำนวน 165 คน ดังสรุปเป็นผลการวิจัย ดังต่อไปนี้คือ

1) สถานการณ์รณเกี่ยวกับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว :ผลที่ได้จากการศึกษาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวของ 3 พื้นที่ (จังหวัดชลบุรี หนองคาย และเชียงใหม่) เห็น พ้องต้องกันว่า ปริมาณของนักท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวจะเพิ่มจำนวนขึ้นจำนวนมากแน่นอนใน อนาคตอันใกล้นี้ โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา และภูมิภาคยุโรป ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคแถบเอเชียก็มีเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแต่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกลุ่มแรก โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาคนเดียว ตามด้วยมากับกลุ่มเพื่อน และครอบครัวตามลำดับ โดยมีระยะเวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยเฉลี่ยประมาณ 93 วัน โดยที่หลายคนเข้ามาท่องเที่ยวตลอดทั้งปี บางคนมาปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3เดือน บางคนมาปีละครั้ง บางคนมาอยู่ถึง 6 เดือนแต่โดยภาพรวมแล้วจะอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ยกเว้นพวกที่มีวัตถุประสงค์อื่นๆ ก็จะอยู่ยาวนานยิ่งขึ้นเช่นมาทำธุรกิจ หรืองานวิชาการในรูปแบบต่างๆ และบางส่วนใช้ประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเดินทางต่อไปท่องเที่ยวแบบพำนัก ระยะยาวพื้นที่ใกล้เคียงทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ เช่นจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงราย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่าและประเทศมาเลเซีย ตามลำดับ

2) ด้านประเภทการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว:กรอบที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งประเภทการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวออกเป็น 4 ประเภทหลักคือ 1) แนวธรรมชาติ 2) แนวศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 3) แนวนันทนาการ และ 4) แบบ มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งในขณะนี้ผลที่ได้พบว่ามีความสอดคล้องตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้คือ นักท่องเที่ยวประเภทนี้จะนิยมการท่องเที่ยวที่เป็นแนวธรรมชาติเป็นหลัก และรองลงมาตามลำดับตามกรอบแนวคิดที่วางไว้ แต่ทั้งนี้มีข้อสังเกตร่วมกันว่า การท่องเที่ยวประเภทมีวัตถุประสงค์เฉพาะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวแนวสุขภาพ การท่องเที่ยวแนววิชาการ วิจัย รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาตามหน่วยงานต่างๆ ฯลฯ

3) ด้านผลกระทบต่างๆอันเนื่องมาจากการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว:พบ ว่าการท่องเที่ยวประเภทนี้สามารถส่งผลกระทบที่สำคัญด้านเศรษฐกิจต่อผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนที่แทบจะไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งต่างกับการท่องเที่ยวแบบกระแสหลักที่ ผลทางด้านเศรษฐกิจมักจะตกอยู่กับกลุ่มนายทุนเฉพาะกลุ่ม ส่วนผลกระทบในด้านอื่นๆเช่นด้านสิ่งแวดล้อมด้านวัฒนธรรมประเพณี ด้านสังคม และด้านความมั่นคงปลอดภัย พบว่าไม่ส่งผลมากนัก แต่ก็ได้รับการเสนอว่า ควรที่จะต้องมีการวางแผนเพื่อการจัดระบบการทำงานร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นดัง กล่าวมากขึ้น

4) ด้านการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว:พบ ว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบและต่อเนื่อง เช่น การสื่อสารการตลาดแบบผสมผสาน การรณรงค์ ฯลฯ ทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ให้บริการ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการความชัดเจน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเภทนี้ เพื่อที่จะสามารถทำการบริหารจัดการได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพร่วมกัน

5) ข้อเสนอแนะ การพัฒนาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว ควรจะต้องประกอบด้วยประเด็นเร่งด่วน 3 ประเด็นหลักๆ คือ

5.1) ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบาย มาตรการ กรอบที่เป็นตัวกำหนดแนวทางปฏิบัติต่างๆ ร่วมกันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวของรัฐบาล

5.2) การ จัดทำระบบการสื่อสารทั้งเพื่อการบริหารจัดการที่ชัดเจนร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ และการดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมการตลาดต่างๆได้อย่างชัดเจน ทั่วถึง มีประสิทธิภาพอีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้อง ฯลฯ

5.3) กลุ่ม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าที่ชัดเจนร่วมกันประเด็นแรกสุด คือควรมีการปรับปรุงและแก้ไขคือ การให้ความสะดวกในการขอวีซ่ารวมทั้งการเพิ่มระยะเวลาในการพำนักที่มากขึ้น

ที่มา: http://www.senate.go.th/web-senate/research48/pdf/series1/m01.pdf

http://www.palaces.thai.net/vt/vtgp/