วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แห่ผุดอสังหารับ"สูงอายุ" เกาะเทรนด์คนชราพุ่ง

แห่ผุดอสังหารับ"สูงอายุ" เกาะเทรนด์คนชราพุ่ง วัสดุปรับดีไซน์เอาใจ

ทรนด์ตลาดบ้านผู้สูงอายุมาแรง ทั้งภาครัฐ-ดีเวลอปเปอร์ เล็งผุดโครงการนำร่อง การเคหะฯประเดิมที่ดินริมแม่น้ำป่าสัก สระบุรี ขึ้นอาคารชุด-ทาวน์โฮมหลายร้อยยูนิต กทม. เตรียมลุย 2 ทำเล ริมแม่น้ำนครชัยศรี-หนองจอก ขณะที่เอกชนอีกหลายกลุ่มพร้อมบุกตลาดใหม่ ค่ายผู้ผลิตวัสดุ เด้งรับ "คอตโต้" ส่งห้องน้ำ-สุขภัณฑ์แบบปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์พร้อมออกแบบสินค้าให้เข้าคอนเซ็ปต์

นอกจากแนวโน้มในการขยายตัวของตลาดผู้สูงอายุจะปรากฏให้เห็นในหลายประเทศของยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ทั้งในแง่การผลิตสินค้า-บริการเพื่อตอบสนองความต้องการในลักษณะเฉพาะของผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่องแล้ว ขณะที่ประเทศไทยก็มีการคาดการณ์ว่า สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดผู้สูงอายุในประเทศไทยก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น หลังจากภาคเอกชนบางกลุ่มเริ่มลงทุนพัฒนาที่ดินในรูปแบบที่อยู่อาศัยเจาะตลาดผู้สูงอายุ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการเคหะแห่งชาติหรือกรุงเทพมหานครก็สนใจที่จะลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการด้านวัสดุ ตกแต่ง ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ ก็ยอมรับว่า หันมาให้ความสนใจที่จะผลิตสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุด้วยเช่นเดียวกัน

กคช.เล็งผุดที่ดินริมน้ำป่าสัก 16 ไร่


นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า กคช.ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับประชากรที่เตรียมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่ต้องการหาที่อยู่ใหม่ โดยโครงการนำร่องตั้งอยู่ที่บ้านสวนปากเพรียว ถนนพหลโยธิน ก.ม. 5 อ.เมือง จ.สระบุรี เนื้อที่ 16 ไร่เศษ อยู่ติดกับเคหะชุมชนสระบุรี ริมแม่น้ำป่าสัก
รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย 5 ชั้น (เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์) 2 อาคาร พื้นที่ใช้สอย 32-50 ตร.ม. 116 ยูนิต, อาคารชุดพักอาศัย 5 ชั้น ประเภทเช่า-ซื้อ 4 อาคาร 32-50 ตร.ม. 232 ยูนิต, ทาวน์โฮม 3 ชั้น 8 ยูนิต, ศูนย์สุขภาพ 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำ และอาคารสปา 2 อาคาร เน้นจับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเป็นหลัก การออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากประเมินตลาดพบว่ามีดีมานด์รองรับเพียงพอก็พร้อมจะพัฒนาโครงการได้ทันที

"โครงการบ้านพักผู้สูงอายุที่สระบุรีจะเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง เพราะถ้าประสบความสำเร็จก็สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ แต่ตอนนี้ปัญหาอยู่ที่ดีมานด์ซัพพลายในตลาด ต้องรอจังหวะที่จะเปิดตัวโครงการ" ผู้ว่าการ กคช.กล่าว

กทม.ดึงเอกชนร่วมลงทุน

นายไทยวัฒน์ ตรียาภิรมย์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยกรุงเทพ มหานคร กล่าวว่า กทม.สนใจจะสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุเช่นกัน โดยเตรียมวงเงิน 1-2 ล้านบาท จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาประเมินความเหมาะสมโครงการภายในเดือนกรกฎาคมนี้

ตามแผนจะมี 2 ระยะ คือระยะแรก กทม.ร่วมกับกระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโครงการบ้านผู้สูงอายุ ในระยะถัดไป กทม.จะนำผลการศึกษาไปขยายผลการลงทุน ทั้งในรูปแบบเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนและ กทม.ดำเนินการเอง 100% โดย กทม.มีที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาคือ ที่ดินติดริมน้ำ อ.นครชัยศรี 100 ไร่ และที่ดินย่านหนองจอก 60 ไร่

"กทม.หารือกับคลังว่า โครงการนี้น่าจะ ขอสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อจูงใจเอกชนเข้าร่วมลงทุน" นายไทยวัฒน์กล่าว 

ก่อนหน้านี้นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็กล่าวถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯไม่ควรมองข้าม นั่นคือตลาดบ้านสำหรับผู้สูงอายุซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และน่าสนใจ โดยในเร็ว ๆ นี้จะมีโครงการเพื่อผู้สูงอายุระดับไฮเอนด์เกิดขึ้นที่บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ของกลุ่มแกรนด์ คาแนล ที่จะเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับชาวเดนมาร์กและญี่ปุ่นด้วย

คอตโต้ขายโถสุขภัณฑ์-อ่างล้างหน้า

นายธนศักดิ์ สาคริกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บมจ.สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ "คอตโต้" กล่าวว่า บริษัทให้ความสนใจกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2549 โดยเริ่มพัฒนาสุขภัณฑ์เฉพาะรุ่นที่จับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ใช้หลักการออกแบบ เพิ่มฟังก์ชั่น และปรับระดับความสูง เพื่อให้ใช้งานสะดวก

บริษัทวางแผนว่าในช่วงปลายปี 2553 นี้จะเริ่มทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยนำสุขภัณฑ์รุ่นดังกล่าวบรรจุลงในแค็ตตาล็อก ขณะเดียวกันก็นำเสนอวิธีออกแบบห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุให้ลูกค้าด้วย เช่น ออกแบบให้ไม่มีธรณีประตูกั้น ใช้ประตูแบบบานเลื่อนเพื่อความสะดวกกรณีนั่งรถเข็น ใช้กระเบื้องที่มีพื้นผิวหยาบเพื่อกันลื่น ฯลฯ

ทั้งนี้สุขภัณฑ์เพื่อผู้สูงอายุรุ่นแรกที่ออกในปี 2549 ยังเป็นโถสุขภัณฑ์แบบตักน้ำราด ออกแบบให้มีช่องเปิดบริเวณด้านหน้าโถเพื่อให้ผู้ช่วยสามารถสอดมือเข้าไปชำระล้างให้กับผู้สูงอายุ กรณีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โถนั่งจะมีความสูงวัดจาก พื้น 45 เซนติเมตร สูงกว่ารุ่นปกติ 7-8 เซนติเมตร ช่วยลดการทิ้งน้ำหนักลงหัวเข่าขณะลุกขึ้นยืน

ในปี 2552 ได้พัฒนาโถสุขภัณฑ์เป็นแบบฟลัชชำระล้าง โดยออกแบบก้านฟลัชให้มีความยาวจากปกติอีกเท่าตัว ผู้สูงอายุไม่ต้องเอี้ยวตัวมากดฟลัช เวอร์ชั่นล่าสุดปี 2553 ได้ปรับวัสดุฝารองนั่งจากพลาสติกเป็นโฟม EVA (โฟมชนิดพิเศษ) หุ้มด้วยซิลิโคนเพื่อลดแรงกดทับขณะนั่ง และพัฒนาสินค้าขายเป็นเซตคู่กับอ่างล้างหน้าที่ออกแบบให้มีส่วนเว้าด้านหน้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็น นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริม ได้แก่ ราวจับในห้องน้ำ

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาอินเด็กซ์ให้ความสนใจในกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุมีการพัฒนาเตียงนอนที่มีระดับความสูงต่ำกว่าปกติคือไม่เกิน 30 เซนติเมตร ที่นอนมีความหนาไม่เกิน 8 นิ้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ

ชี้ 10 ปี ตลาดผู้สูงอายุโต 10 เท่า

นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือเวลเนส ซิตี้ กรุ๊ป เจ้าของโครงการเวลเนส ซิตี้ ซึ่งเป็นรายแรก ๆ ในการพัฒนาที่ดินเจาะกลุ่ม เป้าหมายคนสูงอายุ โดยชูจุดขายบริการครบวงจร เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดบ้านผู้สูงอายุในไทยอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าน่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10% ของตลาดที่อยู่อาศัย จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 1%

"ประเทศไทยตอนนี้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 11% ของประชากรทั้งประเทศ ถือ ว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ แต่การทำตลาดยังไม่กว้างเพราะลูกค้าที่จะเข้ามาอยู่อาศัยต้องเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงและมีการศึกษาดีเท่านั้น"

ทั้งนี้โครงการเวลเนสโฮม ซิตี้ ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งบนเนื้อที่ 1,400 ไร่ ประกอบด้วยโรงแรม, โรงพยาบาล และบ้านพักอาศัย 2,000 ยูนิต มีพื้นที่ใช้สอย 70 ตร.ว.-1 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 3 ล้านบาท/ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท มียอดขายแล้ว กว่า 300 ยูนิต ภายในโครงการจะให้บริการด้านการแพทย์ เช่น ห้องตรวจโรค ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน ห้องพยาบาล ห้องพักผู้ป่วย ห้องกายภาพ บำบัด ห้องฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ห้องออกกำลังกาย รวมทั้งการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก (alternative medicine)




สูตรวิเศษ มีชีวิตสุขสบาย ไม่ตายก่อนอายุ 99 ปี

ถึงเวลา เตรียมพร้อมรับ “สังคมผู้สูงอายุ”

 ถึงเวลา  เตรียมพร้อมรับ “สังคมผู้สูงอายุ”


             โครงสร้างประชากรของไทย มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงอายุเช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ประชากรผู้สูงอายุไทยเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผ่านมา ผู้สูงอายุไทยเพิ่มจากร้อยละ 5.0 ในปี พ.ศ.2493 เป็นร้อยละ 10.1 ในปี พ.ศ.2543 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และปีพ.ศ.2558 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 15.6 พ.ศ. 2568 มีร้อยละ 21.5 และ พ.ศ.2576 มีร้อยละ 25 ประกอบกับ การสาธารณสุขที่พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ส่งผลให้ผู้คนมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น 8.8 ปี โดยผู้ชายมีอายุเฉลี่ยที่ 71.8 ปี และผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยที่ 80.6 ปี รวมถึง อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรวัยแรงงาน  ใน 27 ปี นับจาก พ.ศ.2551 ผู้สูงอายุ 1 คน จะมีคนวัยแรงงานดูแลเพียง 2 คน และลดลงเรื่อย ๆ ในอนาคต ส่งผลให้ไทยก้าวสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัว


           ในหลายประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ได้วางนโยบายสำคัญเพื่อดูแลผู้สูงอายุในด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ การแพทย์ ยารักษาโรค การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ บ้านพักผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการให้บริการด้านการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อันมีส่วนลดโรคสมองเสื่อมและภาวะโรคซึมเศร้า ตัวอย่างมาตรการและโครงการสำหรับผู้สูงอายุในต่างประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ 


            จัดการศึกษาพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ไปกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งเป็นการลดอาการซึมเศร้าและโรคที่เกี่ยวกับสมอง เช่น อัลไซเมอร์ เป็นต้น ในต่างประเทศจึงมีนโยบายและโครงการด้านการศึกษาแก่ผู้สูงอายุ อาทิ


            เกาหลีใต้ กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารของเกาหลีใต้ (Ministry of Information and Communication: MIC)  จัดโครงการการศึกษาไอซีทีเพื่อผู้สูงอายุ  (ICT Education for the Elderly) โดยร่วมกับสถาบันส่งเสริมการใช้ไอซีทีของเกาหลี (Korea Agency for Digital Opportunity and Promotion: KADO) และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน วิทยาลัย ศูนย์สวัสดิการสังคม และศูนย์สวัสดิการผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ เพื่ออบรมทักษะไอซีทีแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นเวลา 20-30 ชั่วโมง 


             ไต้หวัน เมื่อต้นปี ค.ศ.2008 กระทรวงศึกษาธิการ (Ministry of Education: MOE) ไต้หวันประกาศเพิ่มงบประมาณจำนวน 46.54 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (NT$) เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ และก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้สูงอายุในมณฑลและชุมชนทั่วไต้หวัน คือ ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning centers) ศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้สูงอายุ (grey-haired learning centers) 
            
            สหรัฐอเมริกา วิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ อนุญาตให้ประชาชนที่เกษียณอายุเข้าเรียนในหลักสูตรที่จัดสำหรับผู้สูงอายุ โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย และมีที่พักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้สูงอายุเสียค่าใช้จ่ายน้อยภายในวิทยาลัย


            จัดสวัสดิการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ประชากรสูงอายุเป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแล เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงได้รับอันตรายจากโรค อุบัติเหตุ และอาชญากรรมได้ง่าย ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงได้วางนโยบายด้านสวัสดิการสังคม ที่ป้องกันความเสี่ยงทุกด้านของผู้สูงอายุ อาทิ 


โดดเดี่ยว เดียวดาย


             ฮ่องกง ตั้งแต่ ค.ศ.2000 กระทรวงสวัสดิการสังคม (Social Welfare Department)           ได้สนับสนุนให้มีการบริการผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ครอบคลุมบ้านพักเพื่อผู้สูงอายุ การดูแลพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายวัน มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุประจำชุมชน รวมถึง การเข้าไปดูแลถึงที่บ้าน การให้บริการจะมีบุคลากรจากหลายสาขาด้วยกัน เช่น นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุละแวกบ้าน (Neighborhood Elderly Centre: NEC) เป็นรูปแบบการให้บริการในชุมชนในระดับเพื่อนบ้าน บริการให้บริการมีหลายด้าน อาทิ ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ มีกิจกรรมฝึกอบรม มีบริการจัดหาคนดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายวัย (Day Care Centre for the Elderly) เป็นศูนย์ที่ให้บริการระหว่างวันสำหรับผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เน้นที่การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย มีพยาบาลและบุคลากรที่เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ บ้านพักคนชรา (Home for the Aged) ให้บริการที่พัก อาหาร เสื้อผ้า สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้ Nursing Home ให้บริการที่พักและดูแลเป็นรายบุคคล เพื่อพยาบาลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยและไม่สามารถดูแลที่บ้านได้ ฯลฯ


            ออสเตรเลีย การให้บริการผู้สูงอายุในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ภาครัฐเป็นผู้ผลักดัน ซึ่งกระจายอำนาจการจัดการไปยังมลรัฐ และในเมืองต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการและการสนับสนุนจากชุมชน อาสาสมัคร และภาคเอกชน โดยบทบาทรัฐบาลในการให้บริการผู้สูงอายุ ได้แก่ ให้เงินบำนาญ บ้านพักผู้สูงอายุ ให้บริการยารักษาโรค การช่วยเหลือฉุกเฉิน การให้บริการผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ส่งเสริมให้สถานพยาบาล บ้าน และชุมชนจัดจัดโครงการดูแลผู้สูงอายุ บทบาทมลรัฐและเมือง ให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพทางโทรศัพท์ บ้านพักคนชรา ให้บริการผู้ดูแลผู้สูงอายุ ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่วิกลจริต ช่วยเหลือในการเดินทาง และให้บัตรผู้สูงอายุที่ใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าและบริการ  บทบาทของชุมชนและภาคเอกชน บ้านพักคนชราและองค์การเพื่อดูแลผู้สูงอายุหลายแห่ง ดำเนินการโดยชุมชนและผู้ที่มีใจกุศล โดยส่วนใหญ่จะใช้ทรัพยากรและงบประมาณของตนเอง 


           จากข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาและสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ อาจให้ กทม. เป็นต้นแบบการจัดการศึกษาและสวัสดิการผู้สูงอายุ ดังนี้


           จากข้างต้นเป็นตัวอย่างการนำเสนอการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุในต่างแดนซึ่งมีการตื่นตัวกันอย่างมาก และสามารถนำมาเป็นแนวทางวางรูปแบบพัฒนาด้านการศึกษาและสวัสดิการรองรับการก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ของประเทศไทยได้ 


           สังคมผู้สูงอายุเป็นแนวโน้มที่เกิดคล้ายคลึงกันทั่วโลก ประเทศไทย ต้องเร่งเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ในการวางแผนและมาตรการรองรับการก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ให้เพียงพอ และเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านบริการสาธารณสุข การบริการสาธารณะ ทั้งทางเดิน ลิฟท์ การขึ้นรถสาธารณะ สวนสาธารณะ ห้องน้ำสาธารณะ ฯลฯ รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสำหรับผู้สูงอายุ สวัสดิการและการสังคมสงเคราะห์สำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสูงอายุที่ยากจนที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอนาคต การวางแผนรองรับสังคมสูงอายุจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในเรื่องสวัสดิการที่ต้องทำอย่างเพียงพอและทั่วถึง เนื่องจากในอนาคต จะมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรืออยู่คนเดียว นอกจากนี้ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุมีความจำเป็นเช่นกัน เพราะผู้สูงอายุเป็นบุคลากรที่สั่งสมประสบการณ์ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคม อีกทั้ง การเรียนรู้ยังช่วยลดความซึมเศร้าและโรคทางสมองอีกด้วย





ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร การศึกษาอัพเกรด กับ วิชาการดอทคอม
ปีที่ 2 ฉบับที่ 092 ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม - สิงหาคม 2551
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด






กาชาด เปิดตัวโครงการ สวางคนิเวศ


'ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง'

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 สภากาชาดไทยได้ริเริ่มโครงการที่พักอาศัยให้แก่ผู้สูงอายุ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า “สวางคนิเวศ” แต่เนื่องจากปัจจุบันสถิติจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นร้อยละ 20-30 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในอนาคต สภากาชาดไทยจึงรองรับความสะดวกสบายให้ผู้สูงอายุด้วยการเปิดตัวคอนโดฯ ต้นแบบส่วนต่อขยายจากโครงการแรก ด้วยอาคารพักอาศัยสูง 6 ชั้น จำนวน 8 อาคารรวม 300 ห้อง เป็นอาคารชุดพักอาศัยที่สร้างขึ้นสำหรับผู้สูงอายุในแนวคิด “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง” เน้นการออกแบบให้เหมาะสม และเป็นมิตรกับผู้สูงอายุพร้อมการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ  สระว่ายน้ำบำบัด, ห้องออกกำลังกาย, ลานสุขภาพ, ห้องสมุด, ห้องพระ, ห้องกายภาพบำบัด และห้องพยาบาลพร้อมพยาบาลประจำอาคาร
    

สภากาชาดไทยเปิดตัวคอนโดต้นแบบเพื่อผู้สูงอายุ แบรนด์ “สวางคนิเวศ” อาคารชุดพักอาศัยที่สร้างขึ้นเฉพาะผู้สูงอายุ ในแนวคิด “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง” ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 850,000 บาท พื้นที่ใช้สอย 40 ตารางเมตร บริหารชุมชนอย่างมืออาชีพ การันตีสุขภาพดีโดยผู้ชำนาญการสภากาชาดไทย พร้อมชมห้องตัวอย่างแล้ววันนี้ โดยจะเปิดจองสิทธิ์ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม เป็นต้นไป

นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวถึงความเป็นมาของ “โครงการที่พักผู้สูงอายุ อาคารสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย” ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบสำหรับที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และศูนย์การสนับสนุนงานวิจัยและการเรียนการสอน (Research and Training Center) โดยไม่ได้แสวงหาผลกำไร ภายใต้การดำเนินงานของสภากาชาดไทย ว่า

“อาคารสวางคนิเวศหลังปัจจุบันหลังนี้ สภากาชาดไทยได้ก่อสร้างเพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุ  ทั้งในด้านสภาพแวดล้อม และการดูแลสุขภาพกายและใจ โดยเล็งเห็นว่า ที่อยู่อาศัยมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ดีจะสามารถช่วยยืดระยะเวลาในการพึ่งพาออกไปได้

โดยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์ และทรงพระกรุณาพระราชทานนามอาคารว่า “อาคารสวางคนิเวศ” หมายถึง “สถานที่อยู่อาศัยที่มีความสุขเหมือนสวรรค์” เป็นอาคารพักอาศัยอาคารแรกสูง 8 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 168 ห้อง ซึ่งปัจจุบันมีผู้จองสิทธิ์เต็มหมดทุกห้อง 

ภายในโครงการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  เช่น  ห้องออกกำลังกาย ห้องสมุดพร้อมอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องพระ ห้องประชุม ห้องกายภาพบำบัด ห้องพยาบาลพร้อมพยาบาลประจำอาคารทุกวัน หลังจากเปิดให้บริการ  ปรากฏว่ามีผู้สูงอายุหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น คณาจารย์ ข้าราชการ และผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก สอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สภากาชาดไทยจึงมีแนวความคิดที่จะพัฒนาโครงการสวางคนิเวศ  ส่วนต่อขยายขึ้นในบริเวณเดียวกัน

ด้าน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ศักดิ์ชัย  ลิ้มทองกุล ประธานคณะกรรมการดำเนินงานที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของโครงการว่า สภากาชาดไทยจึงได้มีแนวคิดที่จะสร้างอาคารสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยายขึ้นภายในบริเวณเดียวกัน (ทำเลถนนสุขุมวิทสายเก่า ระยะเดินทาง 5.5 กม. จากถนนศรีนครินทร์) ติดชายทะเลบางปู)  ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 6 ชั้น จำนวน 8 อาคาร รวม 300 ยูนิต  พื้นที่ใช้สอยยูนิตละประมาณ 40 ตารางเมตร มูลค่าโครงการรวม 270 ล้านบาท

 สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิพักอาศัยในโครงการสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี และไม่สามารถสืบทอดสิทธิ์ในการพักอาศัย ค่าสนับสนุนสำหรับสิทธิการเข้าอยู่อาศัยมีอัตรา 850,000 บาท ขึ้นไป ค่าบำรุงรายเดือนยูนิตละ 2,500 บาท ต่อเดือน ไม่รวมค่าไฟฟ้า ประปา โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2555 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ ที่สำนักงานขายโครงการสวางคนิเวศ ซึ่งจะเปิดให้จองสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป.



    
       
ด้านผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในสวางคนิเวศมา 6 ปี นายณรงค์ ศรีวิเชียร อายุ 68 ปี ประธานกรรมการผู้สูงอายุอาคารสวางคนิเวศ เผยว่า อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกสุขกายสบายใจ ไร้กังวล มีสนามสวย ๆ บริเวณกว้างให้ได้ออกกำลังกาย ถ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องเหนื่อยกับการดูแลและทำความสะอาดบ้าน แต่ที่นี่มีคนทำความสะอาดให้เรียบร้อย มีโรงยิม มีเพื่อน ๆ อยู่ร่วมกันหลายคนทำให้ไม่เหงา นอกจากนี้ยังมีการตรวจสุขภาพประจำปีให้ฟรี ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ น.ส.ประทานพร ทวีโภค อายุ 70 ปี มาอยู่ที่สวางคนิเวศตั้งแต่เกษียณราชการ เพราะต้องการความเป็นอิสระและไม่อยากพึ่งพิงหรือเป็นภาระของคนอื่น ประทับใจอากาศอันบริสุทธิ์ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการบริการที่ดีของเจ้าหน้าที่. สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า “สวางคนิเวศ” แต่เนื่องจากปัจจุบันสถิติจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นร้อยละ 20-30 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในอนาคต สภากาชาดไทยจึงรองรับความสะดวกสบายให้ผู้สูงอายุด้วยการเปิดตัวคอนโดฯ ต้นแบบส่วนต่อขยายจากโครงการแรก ด้วยอาคารพักอาศัยสูง 6 ชั้น จำนวน 8 อาคารรวม 300 ห้อง เป็นอาคารชุดพักอาศัยที่สร้างขึ้นสำหรับผู้สูงอายุในแนวคิด “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง” เน้นการออกแบบให้เหมาะสม และเป็นมิตรกับผู้สูงอายุพร้อมการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ  สระว่ายน้ำบำบัด, ห้องออกกำลังกาย, ลานสุขภาพ, ห้องสมุด, ห้องพระ, ห้องกายภาพบำบัด และห้องพยาบาลพร้อมพยาบาลประจำอาคาร
    
ในงานเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ต้นแบบส่วนต่อขยาย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อาคารสวางคนิเวศ บางปู จ.สมุทรปราการ ศ.นพ.ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล ประธานคณะกรรมการการดำเนินงานที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย และ พญ.นาฏ ฟองสมุทร อนุกรรมการบริหารอาคารสวางคนิเวศ ให้การต้อนรับ นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมชมห้องตัวอย่างพร้อมกล่าวถึงความเป็นมาว่า อาคารสวางคนิเวศหลังปัจจุบันประกอบด้วยห้องพักจำนวน 168 ห้อง สร้างเพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 40 พรรษา เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั้งในด้านสภาพแวดล้อมและการดูแลสุขภาพกายและใจ รวมทั้งมีความอุ่นใจเมื่อยามแก่เฒ่า แต่ในปัจจุบันได้ขยายโครงการเดิมเพื่อรองรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาใช้ชีวิตแบบส่วนนี้ในลักษณะนี้
             
ด้านผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในสวางคนิเวศมา 6 ปี นายณรงค์ ศรีวิเชียร อายุ 68 ปี ประธานกรรมการผู้สูงอายุอาคารสวางคนิเวศ เผยว่า อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกสุขกายสบายใจ ไร้กังวล มีสนามสวย ๆ บริเวณกว้างให้ได้ออกกำลังกาย ถ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องเหนื่อยกับการดูแลและทำความสะอาดบ้าน แต่ที่นี่มีคนทำความสะอาดให้เรียบร้อย มีโรงยิม มีเพื่อน ๆ อยู่ร่วมกันหลายคนทำให้ไม่เหงา นอกจากนี้ยังมีการตรวจสุขภาพประจำปีให้ฟรี ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ น.ส.ประทานพร ทวีโภค อายุ 70 ปี มาอยู่ที่สวางคนิเวศตั้งแต่เกษียณราชการ เพราะต้องการความเป็นอิสระและไม่อยากพึ่งพิงหรือเป็นภาระของคนอื่น ประทับใจอากาศอันบริสุทธิ์ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการบริการที่ดีของเจ้าหน้าที่.










วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความคืบหน้า จีนลงทุนสามเหลี่ยมทองคำฝั่งลาว

ลาวเปิดกาสิโนใหญ่สามเหลี่ยมทองคำ ก.ย. นี้ 1

กาสิโนแห่งแรกของลาวในเขตสามเหลี่ยมทองคำกำลังก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว




มันมาพร้อมกับการพัฒนา-- "ศูนย์บริการท่องเที่ยวครบวงจร" เป็นนิยามที่นิยมใช้กันแพร่หลายในประเทศ แถบนี้ ทุกแห่งแสดงนัยให้เห็นว่าเป็นแหล่งพนันถูกกฎหมาย สำหรับนักเสี่ยงโชคระดับบน
ภาพถ่ายวันที่ 23 มิ.ย.52 มองข้ามแม่น้ำโขงทางด้านสบรวก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย กาสิโนใหญ่กำลัง
เร่งวันเร่งคืนก่อสร้าง เพื่อเปิดในอีก 3 เดือนข้างหน้า เป็นผลงานของนักลงทุนจีน
และกำลังจะเป็นกาสิโนแห่งแรกของลาวในเขตสามเหลี่ยมทองคำ


นักลงทุนจีนกำลังจะเปิดแหล่งบริการท่องเที่ยวครบวงจรในแขวง บ่อแก้ว ของลาวในเดือน ก.ย. ศกนี้ ขณะที่ทางการแขวงได้เชื้อเชิญนักลงทุนจากไทยให้เข้าลงทุนในแขนงที่มีศักยภาพต่างๆ เพื่อรอรับสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแหงที่ 4 (ห้วยทราย-เชียงของ) ที่คาดว่าจะลงมือก่อสร้างได้ใน ปลายปีนี้


สถานบริการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในเขตเมืองต้นผึ้ง ประกอบด้วยสถานกาสิโนหรูหราพร้อมกับโรงแรมและรีสอร์ตระดับ 5 ดาว กับศูนย์การค้าครบวงจร จะเป็นกาสิโนแห่งแรกตามแนวชายแดนติดกับไทย และพม่าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ


รองเจ้าแขวงบ่อแก้วเปิดเผยเรื่องนี้กับคณะสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพที่เดินทางไปเยือนวันอังคาร (23 มิ.ย.) ที่ผ่านมา


เมืองห้วยทรายซึ่งเป็นเมืองเอกของแขวง ในปัจจุบันเป็นหน้าด่านสู่ถนนสายเอเชีย “สาย 3 เอ” (A3a) หรือ “อา3อา” ตามสำเนียงภาษาฝรั่งเศสในลาว เป็นจุดเริ่มต้นจาก อ.เชียงของ จ.เชียงรายของไทยไปยังมณฑลสิบสองปันนา และมณฑลหยุนหนันของจีน


ปัจจุบันเมืองหน้าด่านสำคัญแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังรอสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4


"สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 จะเป็นด่านสุดท้ายในการเชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับนครคุนหมิงของจีน" คำพูดของดร.วีระพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมไทยลาวเพื่อมิตรภาพกล่าวระหว่างพิธีต้อนรับที่จัดขึ้น ณ สำนักงานปกครองแขวง


สถานกาสิโนแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการ หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวโรงแรม-กาสิโนขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานโลก “สะหวัน-เวกัส” ขึ้นในเมืองไกสอน พมวิหาร แขวงสะหวันนะเขต เมื่อต้นปีนี้




ใต้ลงมาราว 2 กิโลเมตรเป็นท่าเรือเชียงแสน ภาพถ่ายวันที่ 23 มิ.ย.2552 ที่นี่ขยายตัวรวดเร็วมาก มีเรือสินค้ากับเรืออีกนานาชนิดทั้งสัญชาติไทย จีน ลาวและพม่าจอดกันเรียงราย





เรือจีนจอดที่บริเวณท่าศุลกากร ติดกับท่าเรือพาณิชย์ที่เชียงแสน มาที่นี่พร้อมกับสินค้า
จอดที่นี่รอเพื่อจะกลับไปพร้อมสินค้า


สถานบริการท่องเที่ยวครบวงจรดังกล่าวตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามบริเวณสบรวก อ.เชียงแสน ซึ่ง ปัจจุบันทางฝั่งไทยเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง ร้านค้า และแหล่งประกอบการต่างๆ เรียงรายไปตามริมฝั่งแม่น้ำมองจากฝั่งไทยจะเห็นสถานกาสิโนที่กำลังก่อสร้างอย่างรีบเร่ง เพื่อให้เปิดใช้การทันกำหนดการปลายปีนี้ซึ่งเป็นฤดูแห่งการท่องเที่ยว และยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นใดอีก


มีการสอบถามเกี่ยวกับโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนสร้างท่าเรืออีก 1 แห่ง ที่สถานกาสิโนของลาว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ “นักท่องเที่ยว” ซึ่งรองเจ้าแขวงบ่อแก้ว กล่าวว่า ยินดีต้อนรับความคิดอันนี้ และจะนำไปหารือกับรัฐบาลกลางเพื่อขอคำชี้แนะต่อไป


อย่างไรก็ตามรองเจ้าแขวงบ่อแก้วกล่าวว่า ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติจากหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าลงทุนในแขวงนี้มากขึ้นทุกวัน แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมามีนักลงทุนจากไทยน้อยมาก


หกเดือนแรกของปีนี้ มีนักลงทุนจากไทยเพียง 1 ราย ที่เข้าลงทุนเปิดร้านอาหารในเมืองห้วยทราย เทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่ารวมประมาณ 1.9 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนเดียวกัน ทั้งนี้เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการ


อ้างอิง : นสพ. ผู้จัดการออนไลน์ 25 มิ.ย.2552


เชียงราย -คอมเพล็กซ์ยักษ์จีนบนสามเหลี่ยมทองคำฝั่งลาวขยายเครือข่ายต่อเนื่อง ยันเดินหน้าสร้างสนามบินเองภายใน 1-2 ปีต่อจากนี้ พร้อมจ่อเปิดกาสิโนใหญ่เพิ่มอีก เทียบชั้นมาเก๊า หลัง สปป.ลาว ไฟเขียวเพิ่มพื้นที่สัมปทานเป็นร่วมหมื่นไร่ และขยายเวลาเช่าเป็น 99 ปีให้แล้ว รับแม้ม็อบเสื้อแดงกระทบยอดลูกค้าจีน จน”นกมินิ”ต้องงดบิน เชียงราย-เชียงรุ่งชั่วคราว แต่เชื่อมั่นฟื้นตัวได้เร็ววันนี้

น.ส.นงเยาว์ ปาสามลีย์ กรรมการฝ่ายการท่องเที่ยวโครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone ของกลุ่มทุนจีนในนาม “ดอกงิ้วคำ” ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทจิน มู่เหมิน จำกัด ที่เข้ามาลงทุนพัฒนาพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำฝั่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว )สร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์และโครงการต่อเนื่อง มูลค่านับหมื่นล้านบาท เปิดเผย "ASTVผู้จัดการรายวัน" ว่า ปัจจุบันโครงการได้รับสัมปทานเช่าที่ดินที่เมืองต้นผึ้ง ขยายจากเดิมที่ได้ 5,168.75 ไร่ ภายใต้สัญญาเช่า 75 ปี เป็นประมาณ 7,500 ไร่และขยายเวลาออกไปเป็น 99 ปีแล้ว

จนถึงขณะนี้ได้ดำเนินการมาได้เป็นปีที่ 3 แล้วจากที่ตั้งเป้าให้โครงการแล้วเสร็จภายใน 10 ปี ปัจจุบันโครงการที่แล้วเสร็จคือ โรงแรมสวนงิ้วคำ ขนาด 3 ดาวจำนวน 3 แห่งรวมห้องพัก 700 ห้อง สนามแข่งม้า ถนนโครงข่ายภายในโครงการ พื้นที่ทางการเกษตร ท่าเรือ ด่านพรมแดน บ่อนกาสิโนแห่งแรก ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 30% ของโครงการทั้งหมด

ล่าสุด กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างห้างสรรพสินค้า เขตการค้าเสรี สถานบันเทิงบนเกาะดอนซาว เขื่อนเรียงหินริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อป้องกันตลิ่งพัง และสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างได้ในอีก 1-2 ปีนี้ รวมทั้ง สนามกอล์ฟ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ

น.ส.นงเยาว์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการก่อสร้างในปัจจุบัน ได้แก่ การที่โครงการได้มีการอพยพชาวบ้านที่หมู่บ้านกว๊าน ติดกับสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 100 หลังคาเรือนไปอยู่ที่บริเวณเชิงเขา เพื่อพัฒนาเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวหรือโฮมสเตย์คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่ติดกับด่านพรมแดนที่ต้องมีการเข้าออก ส่วนสถานที่ว่างลงก็จะสร้างเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และสนามม้า โดยในส่วนของโรงแรมจะมีเพิ่มอีก 2 แห่งรวมห้องพักเพิ่มประมาณ 500 ห้อง

น.ส.นงเยาว์ กล่าวอีกว่า บริษัทยังจะสร้างสนามบินขนาดรันเวย์ยาวประมาณ 3 กิโลเมตรเพื่อให้มีศักยภาพในการทำการบินนานาชาติ เช่น รับเครื่องบินขนาดโบอิ้ง 737 ได้ เป็นต้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์เอาไว้แล้วจำนวน 2 ลำ แต่ยังมีปัญหาเรื่องการฝึกฝนนักบินเพื่อไว้ทำการบินภายในประเทศอยู่ ขณะเดียวกันโครงการทำสนามบินและอื่นๆ ก็ต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเราประสบปัญหาเรื่องการคมนาคมจากจีนตอนใต้ผ่านถนนR 3 a ที่เชื่อมระหว่างบ่อหาน-บ่อเต็น ไปยังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ซึ่งห่างจากสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 58 กิโลเมตร ทำให้เส้นทางคมนาคมไม่สะดวกและเป็นอุปสรรคต่อคนจีน ที่เดินทางไปยังโครงการจนกระทบต่อนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถือเป็น 80% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่ไปเยือน

ผู้จัดการฝ่ายการท่องเที่ยวของ โครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone กล่าวต่อว่าด้วยเหตุนี้จึงทำให้โครงการในปัจจุบันมุ่งไปที่การก่อสร้างถนนสายเมืองมอม-ห้วยทราย เป็นหลักเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้คนจีนเดินทางไปมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้พยายามใช้บริการเครื่องบินของสายการบินนกมินิด้วยเครื่องบินขนาด 33 ที่นั่งจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ไปยังเมืองเชียงรุ่งหรือจิ่งหง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา จีนตอนใต้ วันละ 1 เที่ยวเพื่อให้รองรับคนจีน

แต่ปรากฏว่าพบกับอุปสรรคที่ 2 นอกเหนือจากเรื่องถนนคือปัญหาภายในประเทศไทย ทำให้คนจีนไม่เดินทางมาเยือนด้วยสายการบินได้ตามปกติ จนปัจจุบันสายการบินนกมินิ ต้องหยุดทำการบินไปชั่วคราวหลังจากเปิดมาได้ประมาณครึ่งเดือน

น.ส.นงเยาว์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าถนนเชื่อมห้วยทราย-สามเหลี่ยมทองคำจะแล้วเสร็จในปีนี้และโครงการก็กำลังก่อสร้างบ่อนกาสิโนแห่งใหม่ ซึ่งจะใหญ่กว่าแห่งเดิมเทียบเท่ากับบ่อนกาสิโนที่มาเก๊า ประเทศจีน แต่อาจจะไม่เทียบเท่ากับลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็จะทำให้คนจีนสามารถเดินทางผ่าน สปป.ลาว ได้โดยตรง โดยบ่อนกาสิโนแห่งใหม่อยู่ติดกับแห่งที่ 1 มีกำหนดจะเปิดในวันที่ 9 กันยายน53

จากนั้น จะดำเนินโครงการอื่นๆ เช่น สนามบิน สนามกอล์ฟ สถานบันเทิงบนเกาะดอนซาว ประเภทคลับ บาร์ ฯลฯ ต่อไป และในระยะยาวอาจจะสร้างถนนจากเมืองมอมเลาะแม่น้ำโขงไปยังจีนตอนใต้โดยตรงด้วย

น.ส.นงเยาว์ ยืนยันว่า สภาพปัจจุบันแม้จะประสบปัญหา แต่โรงแรมทั้ง 700 ห้องก็เกือบเต็มทั้งหมด โดยคิดค่าที่พัก 1,400-2,000 กว่าบาทต่อคืน ขณะที่อาคารพาณิชย์ ห้องเช่าที่เป็นร้านอาหารและอื่นๆ บริเวณโดยรอบโรงแรมถูกเช่าและจองล่วงหน้าจนเต็มหมดแล้ว ซึ่งมีการกำหนดค่าเช่าสำหรับร้านอาหารประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน ส่วนห้องเช่าอื่นๆ ประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน รวมทั้งเปิดให้เช่าภายในบ่อนกาสิโนแห่งใหม่อีกด้วย โดยมีสำนักงานอยู่ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าห้าเชียงเลขที่ 292 หมู่บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ทั้งนี้ระหว่างก่อสร้างโครงการต่างๆ รัฐบาล สปป.ลาว ยังได้ปรึกษากับโครงการ เพื่อให้ขยายโครงการไปทางเมืองมอม ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำโขงขึ้นไปอีก เพื่อพิจารณาก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งบริษัทก็กำลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากเนื้อที่เดิมที่มีอยู่ก็กว้างขวางมากพออยู่แล้ว


สะพานข้ามโขงแห่งที่4 ระหว่างไทย อ.เชียงของ กับลาว เมืองห้วยทราย



วันนี้(9 ก.ค.)นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ของไทย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ในประเทศลาว เพื่อเชื่อมถนนอาร์สามเอ (ไทย-ลาว-จีน ) ว่า กรณีที่ไทยกับจีน  จะร่วมกันออกงบประมาณนั้น จากการสอบถามความคืบหน้าไปยังแขวงการทาง จ.เชียงราย ทราบว่า อยู่ระหว่างการคัดเลือกเอกชนที่เสนอตัวเข้าไปก่อสร้างจำนวน 5 กลุ่ม รวมจำนวน 9 บริษัท  มาจากทั้งในประเทศไทย สปป.ลาว และจีน โดยมีกรมทางหลวงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเต็มตัว

ซึ่งทางด้าน นายรังสรรค์ สุขชัยรังสรรค์ รองผู้อำนวยการแขวงการทางฝ่ายปฏิบัติการ แขวงการทางเชียงรายที่ 1 กล่าวว่า  ตามข้อตกลง จะต้องเป็นบริษัทร่วมไทย-จีน  และปรากฏว่ามีเอกชน 5 กลุ่มเสนอตัวเข้าทำการก่อสร้าง โดยบางกลุ่มประกอบไปด้วยเอกชนจากไทย 1 บริษัท และจีน 1 บริษัท บางกลุ่มมีจาก สปป.ลาว เข้าร่วมด้วย

 ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 1,934 ล้านบาท ฝ่ายไทย 1,034.7 ล้านบาท และฝ่ายจีน 967 ล้านบาท กำหนดเริ่มศึกษาพื้นที่ตั้งแต่เดือน ก.ค.2552 และกำหนดให้ก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน  ก.ย.2555




รู้จักท็อป 10 ประเทศเศรษฐีทองคำ

รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณว่าสูญเสียศรัทธาต่อ "ดอลลาร์สหรัฐ"ในฐานะสกุลเงินสากล และการกระทำก็ยิ่งสะท้อนความคิดดังกล่าวให้เห็นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ

ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางเม็กซิโกทุ่มเม็ดเงิน 4.6 พันล้านดอลลาร์ซื้อทองคำ 93.3 ตันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ส่วนจีนก็ครองตำแหน่งผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในปีที่ผ่านมา ทั้งคาดกันว่าจะเดินหน้าซื้อทองคำต่อไปในปีนี้ ขณะที่หลายประเทศได้สร้างพอร์ตทองคำ และบางประเทศแสดงความตั้งใจซื้อทองคำมาครอบครองมากยิ่งขึ้น

คราวนี้มาลองดูกันว่า ประเทศไหนเป็นมหาเศรษฐีทองคำในปัจจุบัน ซึ่งบิสซิเนสอินไซเดอร์ ได้อ้างอิงข้อมูลจาก "สมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำแห่งโลก" เกี่ยวกับประเทศที่ติดอันดับท็อป 10  ผู้ครอบครองทองคำมากที่สุดในโลก ดังนี้

อันดับ 10 อินเดีย เจ้าของทองคำ 558 ตัน หรือคิดเป็น 8.3% ของทุนสำรองของประเทศ โดยเมื่อสิ้นปี 2552 ธนาคารกลางอินเดียใช้เงิน 6.7 พันล้านดอลลาร์ซื้อทองคำ 200 ตัน จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และมองว่าทองคำเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย แต่แทบจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการซื้อทองคำของประเทศ

อันดับ 9 เนเธอร์แลนด์ มีทองคำในครอบครอง 613 ตัน หรือคิดเป็น 58.5% ของทุนสำรองประเทศ ประธานธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์เคยให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กว่า ยังไม่มีแผนที่จะขายทองคำ

อันดับ 8 ญี่ปุ่น เจ้าของทองคำ 756 ตัน คิดเป็น 3.1% ของทุนสำรอง แต่ล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ขายทองคำส่วนหนึ่งเพื่ออัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านเยน เข้าระบบเศรษฐกิจ หวังบรรเทาความตื่นตระหนกของนักลงทุนหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตนิวเคลียร์

อันดับ 7 รัสเซีย มีทองคำในครอบครอง 792 ตัน หรือ 7.3% ของทุนสำรอง นอกจากนี้คาดว่าธนาคารกลางรัสเซียจะซื้อทองคำเพิ่มในปีนี้ เพื่อเพิ่มทุนสำรอง แต่จะซื้อจากตลาดท้องถิ่นเท่านั้น

อันดับ 6 สวิตเซอร์แลนด์ ครอบครองทองคำ 1,040 ตัน หรือ 16.3% ของทุนสำรอง ทั้งนี้ระหว่างปี 2543-2548 ธนาคารกลางสวิสขายทองคำ 1,300 ตัน ซึ่งเกี่ยวกับการเปิดตัวเงินยูโร และในปี 2553 ทุนสำรองทองคำมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นคิดเป็น 1 ใน 4 ของทุนสำรองทั้งหมด แต่ไม่มีท่าทีว่าจะเร่งเข้าซื้อทองคำเพิ่มอีก

อันดับ 5 จีน เจ้าของทองคำ 1,054 ตัน หรือ 1.6% ของทุนสำรองทั้งหมด ธนาคารกลางจีนกำลังมองหาลู่ทางซื้อทองคำเพิ่ม เพื่อลดความเสี่ยงจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ภาวะเงินเฟ้อ และสกุลเงินดอลลาร์และยูโร ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก

อันดับ 4 ฝรั่งเศส ครอบครองทองคำ 2,435 ตัน หรือคิดเป็น 66% ของทุนสำรองประเทศ ฝรั่งเศสและธนาคารกลางอื่นๆ ในยุโรปมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจำกัดการขายทองคำ โดยประเทศผู้ลงนาม 19 ประเทศ ได้ขายทองคำรวมกันประมาณ 10 ตันในรอบปีแรกที่มีการทำข้อตกลง หรือในช่วงกันยายน 2552-กันยายน 2553

อันดับ 3 อิตาลี เจ้าของทองคำ 2,452 ตัน หรือ 69% ของทุนสำรองประเทศ ปัจจุบัน ธนาคารในอิตาลี ซึ่งเป็นผุ้ถือหุ้นธนาคารกลางอิตาลีกำลังมองหาช่องทางใช้ทองคำเพื่อหนุนงบดุลบัญชีของธนาคารก่อนมีการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test)

อันดับ 2 เยอรมนี ครอบครองทองคำ 3,401 ตัน หรือ 70.8% ของทุนสำรอง ธนาคารกลางเยอรมนีจำกัดเพดานการขายทองคำไว้ที่ 6.5 ตันในปีที่ 2 และได้แสดงความสนใจที่จะซื้อทองคำของโปรตุเกส

อันดับ 1 สหรัฐ มีทองคำในครอบครอง 8,134 ตัน หรือ 74.8% ของทุนสำรอง




เหลี่ยมเศรษฐกิจไทยกับประเทศต่าง

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สามเหลี่ยมทองคำ (อังกฤษ: Golden Triangle)


สามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) หมายถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงรายลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (แขวงท่าขี้เหล็กรัฐฉาน) มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค นอกจากนี้สามเหลี่ยมทองคำยังมีทิวทัศน์ที่งดงามโดยเฉพาะยามเช้า ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก เดิมสามเหลี่ยมทองคำเป็นที่รู้จัก ในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย
สามเหลี่ยมทองคำในส่วนของประเทศไทย อยู่ในเขตบ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีท่าเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน และลาว เมื่อมองจากฝั่งไทยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นหมู่บ้านในฝั่งลาวอย่างชัดเจน ส่วนทางพม่าซึ่งอยู่ด้านตะวันตกนั้น ไม่มีหมู่บ้านหรือสิ่งก่อสร้างให้เห็นในระยะใกล้ๆ
บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก ที่เรียกว่า สบรวก บริเวณนี้มีเคยมีชนกลุ่มน้อย และกองกำลังติดอาวุธอยู่หลายกลุ่ม พื้นที่ในแถบนี้เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่ เช่น มีโรงงานผลิตเฮโรอีนและกระจายอยู่ตามชายแดน ส่วนการลำเลียงฝิ่นจะไปเป็นขบวนลัดเลาะไปตามไหล่เขาพร้อมกำลังคุ้มกัน ว่ากันว่ายาเสพติดและฝิ่นจะถูกแลกเปลี่ยนด้วยทองคำในน้ำหนักที่เท่ากัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ
นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปยังสามเหลี่ยมทองคำในช่วงฤดูหนาว และไปถ่ายรูปกับป้าย "สามเหลี่ยมทองคำ" ที่ติดตั้งไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขงด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ 300 - 400 บาท (นั่งได้ 6 คน) นอกจากนี้ยังสามารถล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง ได้อีกด้วย แต่หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้าง ของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง

ดังนั้น สามเหลี่ยมทองคำ สมควรได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบรูณ์แบบ ชื่อโครงการ Golden Triangle Land ดั่งอารยะประเทศต่างได้ทำไปแล้ว  เช่น มาเลเชีย และเวียตนามกำลังพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใช้เงินลงทุนกว่า 60,000 ล้านบาท ชื่อโครงการ HappyLand Entertainment Complex เปิดให้บริการ 2014


ชมสวนสวยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เจ้า

แผนที่ เชียงราย

สามเหลี่ยมทองคำ ( Golden Triangle )

สามเหลี่ยมทองคำ





Genting Theme Park มาเลเชีย



จีนลง $3 พันล้านผุดสามเหลี่ยมทองคำลาว
    
   Author: ผู้จัดการออนไลน์    
   Publication: ผู้จัดการออนไลน์ ,
     
   Abstract: กรุงเทพฯ—บริษัทจากมณฑลหยุนหนันของจีนจะลงทุนในขั้นแรกกว่า 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ พัฒนาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมกับการลงทุนในแขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นเขตสามเหลี่ยมทองคำในลาว ฝั่งตรงข้ามของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โครงการลงทุนดังกล่าวจะเป็นแบบครบวงจรเพื่อให้แขวงภาคเหนือของลาวดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนและการแปรูปอุตสาหกรรม-หัตถกรรมเพื่อส่งออก โดยเล็งเห็นศักยภาพที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำโขงอันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง 5 ประเทศ จีน ลาว พม่า ไทย รวมทั้งเวียดนามภาคเหนือด้วย นายอูสะหวัน เที่ยงเทบวงสา ประธานสมาคมนักธุรกิจหนุ่มของลาวได้นำนายจ้าวเหว่ย ประธานบริษัทดอกงิ้วคำ จากจีน เข้าเยี่ยมคำนับนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่รายงานเรื่องราวนี้เมื่อวันจันทร์ (6 ส.ค.) กลุ่มบริษัทดอกงิ้วแดงได้รับสัมปทานที่ดิน 827 เฮกตาร์ (5,100 ไร่เศษ) ในเขตเมืองต้นผึ้ง เพื่อพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวครบวงจร การลงทุนจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยการก่อสร้างโครงร่างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่บัดนี้จนถึงปลายปี 2551 ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารที่จำเป็นหลายหลัง สร้างเขื่อนริมฝั่งกันการกัดเซาะในแม่น้ำโขง พัฒนาการท่องเที่ยวดอนซาวซึ่งเป็นเกาะในลำน้ำ นอกจากนั้นจะมีการก่อสร้างร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารศูนย์การค้าสากล สนามกอล์ฟ เขตแปรรูปสินค้าอุตสาหกรรมเบาและหัตถกรรม โรงงานแปรรูปสมุนไพร เขตปลูกพืชเศรษฐกิจ บริษัทนี้ยังจะก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยขั้นตอนแรกนี้จะใช้ทุนทั้งหมด 86 ล้าน 6 แสนดอลลาร์ สื่อของทางการกล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นไปภายในเวลา 10 ปีจะทำให้เมืองต้นผึ้งกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจของสามเหลี่ยมทองคำ ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน การตัดเส้นทางคมนาคมที่ทันสมัย การจัดระบบสื่อสารโทรคมนาคม ที่นั่นจะเป็นศูนย์การศึกษา สาธารณสุข การตลาดและการส่งออก การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์และการธนาคาร ซึ่งจะทำให้สามเหลี่ยมทองคำของลาวกลายเป็นศูนย์การทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในกลุ่มอาเซียน โดยจะใช้เงินลงทุนเพื่อการนี้ทั้งหมดราว 3,000 ล้านดอลลาร์ ประธานกลุ่มบริษัทดอกงิ้วคำ ได้มอบเงิน 360,000 ดอลลาร์เพื่อช่วยทางการลาวก่อสร้างโรงเรียนสำหรับชนเผ่าในแขวงภาคเหนือของประเทศ นอกจากนั้นยังบริจาคอีก 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ฝ่ายลาวสามารถส่งมะละกอสีทองไปช่วยเหลือรัฐบาลจีนระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ณ กรุงปักกิ่ง สื่อของทางการกล่าว การประกาศแผนการลงทุนใหญ่โตนี้มีขึ้นในขณะที่การก่อสร้างทางหลวงเอเชียสาย 3 (A3) ในดินแดนของลาวกำลังจะแล้วเสร็จ และ มีกำหนดจะเปิดใช้ในปลายปีนี้ กำลังจะมีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ขึ้นระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว ซึ่งจะเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ถนนเอเชียสาย 3 (A3) ความยาว 300 กิโลเมตรซึ่งลาวเรียกว่า “อา-3” นี้จะอำนวยความสะดวกให้แก่การขนส่งสินค้าและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างไทย-ลาวและมณฑลหยุนหนัน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน. 6 สิงหาคม 2550 21:55 น 

จีนทุ่ม $3 พันล้านเหรียญ เช่าที่ดินลาวสร้างเซินเสิ้นสามเหลี่ยมทองคำ 

สามเหลี่ยมทองคำ ไปที่เดียวได้เที่ยวถึงสามประเทศ


วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

ไทย คือศูนย์กลางสถานที่ดูแลผู้สูงวัย?

รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแตกต่างกันมาก ในแต่ละประเทศหรือเพียงแค่ต่างภูมิภาค และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามยุคสมัย ในสมัยก่อนการเลี้ยงดูผู้อาวุโสเป็นหน้าที่ของลูกๆ หลานๆภายในครัวเรือน แต่ในสังคมปัจจุบันบ้านพักคนชราได้ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลหรือจากการกุศล เหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทางด้านนี้นั่นเนื่องมาจากสาเหตุหลายอย่างเช่น ขนาดครอบครัวที่เล็กลง ช่วงอายุไขที่นานขึ้นของคน ความกระจัดกระจายของครอบครัวไปยังภูมิภาคต่างๆ และแนวโน้มที่ผู้หญิงจะศึกษาและทำงานนอกบ้าน ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กะมีผลกระทบกับประเทศทางยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีผลกับทางแถบเอเชียมากขึ้น

โดยมากในแถบตะวันตก สถานที่เหล่านี้จะไม่ใช่บ้านถาวร แต่เป็นเหมือนบ้านที่อำนวยความสะดวก และชุมชนของผู้ที่เกษียณแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา สถานดูแลผู้สูงวัยนั้นจะเป็นของรัฐซึ่งยังมีความเป็นธุรกิจที่หวังผลกำไรอยู่ แต่ก็มีบางแห่งที่จัดการโดยไม่หวังผล หนึ่งในนั้นคือ The Evangelical Lutheran Good Samaritan Society องค์กรที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาพร้อมไปด้วย 6531 เตียง ใน 22 รัฐที่ไม่หวังผลกำไร จากการค้นคว้าของ American Health Care Association

ในประเทศแคนาดานั้นมีประเทศที่เป็นเอกชน แต่ต้องแข่งขันกับแบบของรัฐที่จัดการโดยกระทรวงสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด โดยสถานผู้สูงวัยเหล่านี้เก็บค่าดูแลตามรายได้ของแต่ละปี
ถ้าเลือกได้ ผู้สูงอายุส่วนมากคงเลือกที่จะดำชีวิตอยู่บ้านกับลูกๆหลานๆ แต่เนื่องด้วยคนส่วนมากในวัยนี้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้และต้องพึ่งพาพยาบาลที่จะทำการดูแล ดังนั้นทำให้ลูกๆต้องตัดสินใจวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนักเพื่อพ่อแม่ของตน บริการหนึ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับธุกิจนี้คือ การจ้างพยาบาลจากศูนย์มาดูแลที่บ้านชั่วครั้งชั่วคราว ด้วยวิธีนี้ทำให้จำนวนผู้สูงอายุอาศัยในบ้านพักคนชราถาวรน้อยลง เพราะผู้จ้างสามารถไปไหนต่อไหนได้โดยไม่ต้องห่วงว่าผู้สูงอายุในบ้านจะปลอดภัยหรือไม่ มีสถานดูแลผู้สูงวัยหลายที่จัดการให้มีพยาบาลไปตามบ้าน แทนที่จะให้คนชรามาอยู่ในสถานดูแลผู้สูงวัย

การดูแลควบคู่ไปกับยา (การดูแลความชำนาญ) VS การดูแลทีไม่พึ่งยา (การดูแลทางสังคม) ข้อแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้นั้นขึ้นอยู่กับประกันหรือเงินจากทางรัฐน้อยมาก ในประเทศอเมริกา 86% จากคนหนึ่งล้านครัวเรือนจ่ายค่าสถานดูแลด้วยเงินของตนเอง ส่วนที่เหลือจากเครือญาติ ค่าใช้จ่ายเรื่องยานั้นจะถูกจ่ายก็ต่อเมื่อต้องใช้พยาบาลดูแลที่มีความสามารถเฉพาะด้าน สถานดูแลทั่วไปมักจะมีมาตรฐานไม่ถึงที่จะยกระดับเป็นศูนย์ดูแลและรักษา

32 รัฐในอเมริกาจ่ายค่าการรักษาพยาบาลให้ในส่วนที่ต้องใช้ยา ซึ่งคล้ายกับอังกฤษที่ทางรัฐจะจ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้ฟรีจนถึงจุดหนึ่ง แต่การดูแลที่ไม่ต้องพึ่งยานั้นจะต้องถูกจ่ายเอง ยกเว้นแต่เมื่อคนๆนั้นไม่สามารถจ่ายได้เองด้วยสาเหตุหนึ่งๆ สถานดูแลทุกที่นั้นเน้นเรื่องความต้องการของทางสังคมและส่วนตัว ช่วยเหลือผู้อาวุโสที่ยังอยากดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ในการทำกิจกรรมต่างๆในด้านสังคม และสุขภาพ เพราะเหตุนี้การออกแบบบ้านพักอาศัย บริการ กิจกรรม การฝึกอบรมพนักงานต้องเล็งเห็นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามสถานดูแลต้องเน้นความพอใจของคนสองกลุ่ม หนึ่งคือ ผู้อาศัย อีกกลุ่มคือผู้สนับสนุนซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน เพราะกลุ่มที่สองอาจเป็นคนที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ในหลายๆครั้งที่มีความผิดพลาดด้านการสื่อสารซึ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ Adult Protective Services Agency ในหลายรัฐจึงเป็นผู้ตรวจตราเฟ้าดูการละเมิดสิทธ์เหล่านี้ แถมยังเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือต่อทางบ้านด้วย สายอาชีพอื่นๆที่สามารถช่วยได้เหมือนกันรวมไปถึง หมอหรือนางพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทนายความ และเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ

ดูแลอบอุ่นเหมือนคุณอยู่บ้าน

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

MAKE MONEY ONLINE / FAST 3 CYCLE

จุดเด่นของธุรกิจ Fast3Cycle

*เป็นธุรกิจที่มีบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย
*แผนการตลาดง่ายแต่ทรงพลัง จ่ายหนักทั้ง 6 กระดาน
*ลงทุนเพียง 9,500 บาท ครั้งเดียวตลอดชีวิต
*มีรายได้สูงสุด 55 ล้าน 8 แสน บาท
*ทำงานอยู่ที่บ้านโดยใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
*ไม่ต้องเดินทางไปประชุม เสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถ
*ไม่กระทบการเรียน หรืองานประจำ เพราะใช้เวลาว่างเท่านั้น
*ไม่จำกัด อายุ เพศ วุฒิการศึกษา ใครก็ทำได้
*เป็นเจ้านายตัวเอง สร้างรายได้ไม่จำกัด ไม่ต้องรอเงินเดือนขึ้น
*ระบบที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วนจำนวนมาก
*ระบบที่จ่ายผลประโยชน์อย่างสมเหตุสมผล
*ระบบเดียวที่จะสร้างเงินล้านให้กับคุณ..."เร็วที่สุด"...
*นี่คือระบบที่คนทั่วโลกช่วยสร้างรายได้ให้คุณอย่างแท้จริง !


โอกาสทางธุรกิจมาถึงคุณแล้ว คลิกดูรายระเอียดได้เลย



สำนักงานใหญ่

ตั้งอยู่ที่ บริติส เวอร์จิน ไอซ์แลนด์
Seawave Universal Limited
PO Box 3483,
Road Town,
Tortola,
British Virgin Islands.


info@fast3cycle.com
support@fast3cycle.com


ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ British Virgin Islands. (เพื่อยืนยันว่าที่ตั้งของบริษัทมีอยู่จริง)
มาทำความรู้จักกับ บริทิช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ กัน
           บริทิช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ เป็นเขตปกครองตนเองในอาณัติของอังกฤษ เป็นหมู่เกาะในทะเล
แคริบเบียนอันสวยงามห่างจากเปอร์โต ริโก ไปทางตะวันออกประมาณ 95 กิโลเมตร ประกอบด้วย
เกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันกว่า 50 เกาะ

ระบบกฎหมายและภาษีอากร
           เนื่องจากว่าเป็นเขตปกครองตนเองในอาณัติของอังกฤษ ระบบกฎหมายของบริทิช เวอร์จิน
ไอร์แลนด์ จึงกลายเป็นระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ ผู้อุทธรณ์สามารถฎีกา Privy Council ของ
อังกฤษได้ สำหรับรายได้้หลักของรัฐบาลได้แก่ ภาษีเงินได้ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ค่าธรรม- เนียมการอนุญาตต่างๆ  ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบริษัท  แต่ไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก   และภาษีกำไร
จากการขาย (Capital Gain Tax)  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก ที่ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าไปจด
ทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่นั่นเป็นจำนวนมาก

ฝ่ายพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
10 กุมภาพันธ์ 2549

เอกสารยืนยันการจดทะเบียน แสดงให้เห็นว่ามีตัวตนอยู่จริง



"ไม่มีใครเคยปีนบันใดความสำเร็จ ขณะที่มือทั้ง 2 ข้าง
ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง"

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

สมเกียรติ" ชำแหละสัญญาโทรศัพท์ 3G ระหว่าง กสท และ ทรู:สัมปทานจำแลงในยุคอภิสิทธิ์

ในช่วงปลายเดือน มกราคม ที่ผ่านมา กสท โทรคมนาคม ได้ทำสัญญาในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G หลายฉบับกับบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น   หากดูผิวเผิน อาจเกิดความรู้สึกว่า สัญญาเหล่านี้จะทำให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า   แต่ถ้าศึกษาให้ดีจะพบว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยกำลังจะถลำเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งความด้อยพัฒนาและปัญหาหมักหมมไปอีกนาน  

        
 แม้สัญญาที่เกี่ยวข้องจะมีหลายฉบับ   สาระสำคัญส่วนใหญ่ก็อยู่ในสัญญาเพียง 2 ฉบับหลักที่เรียกว่า  “สัญญาเช่า” และ “สัญญาขายส่ง”       ในส่วนของสัญญาเช่านั้น กสท จะ “เช่า” อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก บีเอฟเคที ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู   มาติดตั้งบนเสาโทรคมนาคมที่ กสท จะสร้างขึ้น    


ในขณะที่สัญญา “ขายส่ง” นั้น กสท ก็จะนำเอาโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดที่มีคือ เสา และระบบสื่อสัญญาณที่สร้างขึ้น และอุปกรณ์ที่เช่ามาจากทรู นำมา “ขายส่ง” ให้ เรียลมูฟ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู  อีกแห่งหนึ่ง  โดยเรียลมูฟ จะมีสิทธิในการใช้โครงข่ายดังกล่าว  80% ของความจุ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือของตน (ดูภาพประกอบ)
         
ในความเห็นของผู้เขียน สัญญาต่างๆ เหล่านี้มีปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ  ความชอบด้วยกฎหมายในการทำสัญญา  และเนื้อหาของสัญญาที่ กสท. น่าจะเสียเปรียบ ทรู เป็นอย่างมาก
         
ในส่วนของข้อกฎหมายนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า สัญญาดังกล่าวเมื่อดูในภาพรวมแล้ว น่าจะเข้าข่ายเป็นสัญญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (กฎหมายร่วมทุน)  เนื่องจากมีสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากสัญญาสัมปทานโดยทั่วไป  

หากเป็นเช่นนั้นจริง การทำสัญญานี้ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดเช่น โครงการต้องผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี  นอกจากนี้ การคัดเลือกเอกชนคู่สัญญาต้องมีการแข่งขันเปิดกว้าง ไม่ใช่การคัดเลือกทรู มาเพียงรายเดียว   

เราอาจมองได้ว่า การที่สัญญาระหว่าง กสท และทรู ถูกแบ่งซอยออกเป็นสัญญาย่อยๆ หลายฉบับนั้น เป็นความพยายามของคู่สัญญาในการหลีกเลี่ยงกลไกการตรวจสอบตามกฎหมายร่วมทุน   ทั้งนี้ ผู้บริหารของ กสท. อ้างว่าสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุน


ทั้งที่หลายฝ่ายรวมทั้ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้งข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว    แต่กลับไปอ้างว่าอัยการให้ความเห็นชอบกับสัญญาต่างๆ แล้ว ทั้งที่อัยการเองก็ยังไม่น่าจะได้เห็นสัญญาครบทั้งหมด และในส่วนของสัญญาที่อัยการได้เห็น ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและให้คำเตือนต่างๆ มากมาย
         
นอกจากนี้ ในส่วนของ “สัญญาเช่า”  ยังมีเนื้อหาที่กำหนดให้ กสท ต้องนำเอาคลื่นความถี่ของตนไปใช้กับอุปกรณ์ของเอกชนที่กำหนดไว้เท่านั้น  ซึ่งน่าจะผิดบทบัญญัติของกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (กฎหมาย กสทช.) ที่ห้ามผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ นำเอาคลื่นความถี่ไปให้ผู้อื่นใช้ต่อ        ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาดังกล่าวยังมีเงื่อนไขหลายข้อที่น่าจะขัดต่อบทบัญญัติเรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎระเบียบในการประกอบกิจการโทรคมนาคมอีกด้วย
         
ที่น่าพิศวงอีกประการหนึ่งก็คือ กสท กล้าทำสัญญาเช่าดังกล่าวกับทรู เป็นเวลาถึง 14.5 ปีทั้งที่โครงการยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์และยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนนตรีเลย  โดยผู้บริหาร กสท. อ้างว่า กำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ซึ่งน่าจะหมายความว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎระเบียบ 
         
นอกจากความเสี่ยงที่จะขัดกับกฎหมาย 4-5 ฉบับดังกล่าวมาแล้ว  ในส่วนของเงื่อนไขข้อสัญญา ผู้เขียนก็เห็นว่า ฝ่ายรัฐคือ กสท เสียเปรียบฝ่ายเอกชนอย่างชัดแจ้งหลายประการ  เช่น จังหวะก้าวในการลงทุนทั้งหมด จะถูกกำหนดมาจากความต้องการของทรูเป็นหลัก ซึ่งผิดกับลักษณะการ “ขายส่ง”โดยทั่วไป  ที่เจ้าของโครงข่ายจะเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนขยายโครงข่ายตามความต้องการของตนเอง 
         

ที่สำคัญ ผลตอบแทนที่ กสท จะได้รับจากการทำสัญญาครั้งนี้ ไม่น่าจะคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ตนจะต้องลงทุนไป เพราะแม้แต่ในการประมาณการกรณีที่ดีที่สุด (best scenario) สำหรับ กสท.  กสท. จะได้ผลตอบแทนจากการทำสัญญาดังกล่าวเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท ตลอดเวลา 14.5 ปี    ผลตอบแทนดังกล่าวน้อยมาก เมื่อพิจารณาว่า ลำพังมูลค่าของคลื่นความถี่ที่ กสท. จะต้องนำมาให้ทรูใช้ ก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.28 หมื่นล้านบาทแล้ว หากประเมินตามราคาที่ กทช. เคยตั้งไว้    

ทั้งนี้ การคิดผลตอบแทนดังกล่าวยังน่าจะไม่ได้รวมภาระด้านเงินต่างๆ ที่ กสท. จะต้องแบกรับไว้ด้วยเช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่ต้องจ่ายให้ กทช. ประมาณ 2% และค่าบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บที่อัตรา 4% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ตลอดจนต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงานและค่าบริหารจัดการ
         
การทำสัญญานี้ ยังส่งผลให้ กสท. หมดสภาพความเป็น “ผู้รับใบอนุญาตประเภทที่มีโครงข่ายโทรคมนาคม” ไปโดยปริยาย เพราะจะมีสภาพแทบไม่แตกต่างจาก  “ผู้รับเหมาก่อสร้างเสาโทรคมนาคม”  เนื่องจากการดำเนินการตามสัญญาจะทำให้ กสท. ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ 3G เป็นของตนเอง และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวลาไม่นาน 
         

ในเวลาเดียวกัน ทรู จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการทำสัญญาดังกล่าว ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะได้สิทธิในการประกอบการต่อไปอีก 14.5 ปี โดยไม่ต้องห่วงว่าสัมปทานที่มีอยู่จะหมดอายุลงภายใน 2 ปี  และจะได้คลื่นความถี่ฟรี โดยไม่ต้องไปประมูลแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่น  



นอกจากนี้ ทรูจะยังสามารถย้ายลูกค้าตามสัมปทานปัจจุบันไปใช้โครงข่ายใหม่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ กสท. อีกต่อไป   ทั้งหมดนี้ จะทำให้ทรูได้สิทธิในการเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์ 3G ก่อน และมีต้นทุนในการให้บริการต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งน่าจะนำไปสู่การผูกขาดตลาดการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงไร้สายในระยะยาว 
         

นอกจากการสร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมแล้ว  “สัมปทานจำแลง”  ระหว่าง กสท. และ ทรู นี้ยังจะทำให้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นต้นตอของความล้าหลังและความฉ้อฉลในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คงอยู่ต่อไปอีกเกือบ 15 ปี  และจะทำให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้
         


ไม่น่าแปลกใจว่า สัมปทานโทรคมนาคม เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลที่มีภาพพจน์แปดเปื้อนไปด้วยคราบไคลของการคอร์รัปชั่นเมื่อสองทศวรรษก่อน  แต่ที่น่าสลดใจก็คือ สัมปทานจำแลงกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี ซึ่งย้ำอยู่เสมอว่า ตัวท่านไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และรัฐบาลของท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาล
   


จาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

เปิดเวทีถก "ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์"

เปิดเวทีถก "ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์" นักวิชาการงัดข้อมูลธุรกิจไทยเจอผลกระทบทางตรงและทางอ้อมอาจสูญปีละกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนพาณิชย์ยันจะทำอย่างรอบคอบ และผู้นำเข้าสินค้าจีนในไทยกุมขมับ



ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการเคลื่อนย้ายทุนของนักธุรกิจจีนที่เข้ามาพัฒนา เมกะโปรเจ็กต์ศูนย์กระจายสินค้า "ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์" มูลค่า 45,000 ล้านบาท บริเวณถนนบางนา-ตราด ก.ม. 8-9 นั้น ประเมินผลด้านบวก ไทยจะมีนักท่องเที่ยวตลาดจีน โลจิสติกส์สินค้า และกลุ่มธุรกิจไทย 30% ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปเปิดพื้นที่น่าจะขายสินค้าได้ง่ายขึ้น

ส่วนด้านลบ เมื่อนำหลักเศรษฐศาสตร์เป็นตัวชี้วัด เกิดการสูญเสียกับผู้ประกอบการไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมมูลค่าปีแรกราว 58,247 ล้านบาท คิดเป็น 0.6% ของจีดีพี แยกได้เป็นผลกระทบทางตรงกับ 1.อุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์ค้าส่งหลักอย่างโบ๊เบ๊ สำเพ็ง ประตูน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าย่อยกระจายอยู่ในแต่ละศูนย์ 2,000-3,000 ร้าน มีรายได้หมุนเวียนศูนย์ละ 3,200-4,800 ล้านบาท/ปี เมื่อ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ เปิดบริการ รายได้จะหายไปจากศูนย์เหล่านี้ประมาณ 20% ของรายได้ทั้งหมด

2.ธุรกิจโลจิสติกส์แต่ละศูนย์ ทุกวันนี้โบ๊เบ๊มี 9,000 ราย ประตูน้ำมี 5,000 ราย สำเพ็งมี 3,600 ราย สร้างรายได้หมุนเวียนในกลุ่มขนส่งเฉลี่ย 8,000 ล้านบาท/เดือน ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างการเงิน เกษตร ปั๊มน้ำมัน รวมกันเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

นางศรีรัตน์ รัฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้จีนเคลื่อนการลงทุนเข้ามายังไทยตามกรอบข้อตกลงเปิดเสรีการค้า (Free Trade Agreement : FTA) "อาเซียน + จีน" ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่สองเดือนมีนาคม 2554 ได้ประชุมร่วมกันถึงความคืบหน้าการเจรจาด้านการค้า บริการ ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ นั้น ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์พยายามจะดำเนินการโดยให้กระทบกับผู้ประกอบการภายในประเทศน้อยที่สุด และมองถึงประโยชน์การเลือกใช้ไทยเป็นฐานสร้างโรงงานผลิตสินค้าบวกกับเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปตลาดโลก

นายวรชาติ พุกโฉมงาม เจ้าของร้านอินเทรนด์ ศูนย์การค้าวงเวียนใหญ่ ผู้นำเข้าสินค้าจีนจากศูนย์การค้าอี้อู มณฑลเจ้อเจียง เข้ามาประกอบเป็นสินค้าแฟชั่น ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ กล่าวว่า นำเข้าสินค้าจากจีนเข้ามาเกือบ 100% เนื่องจากต้นทุนต่ำแต่นำมาแปรรูปสร้างมูลค่าใหม่ขายในราคาสูงขึ้น แต่ถ้าไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ เปิดให้เอสเอ็มอีจีนเข้ามาขาย ร้านค้าในศูนย์ค้าส่งของไทยยังคงหวั่นวิตกมาจนถึงทุกวันนี้และพยายามจะหาทางออกที่ดีต่อไป